เมื่อกลับมาแล้ว จะมัวอ่อยอิงอยู่ไม่ได้ต้องอ่านหนังสืออีก โทรหาคิวแต่ไม่ได้บอกคิวเรื่องไปเที่ยวหรอก นะกลัวโดนว่าคิวโทรหาเราบ่อยขึ้นกลับกันเราโทรหาคิวน้อยลง สนุกกับที่นี่มากขึ้นที่นี่มีเรื่องให้ติดให้เรียนอยู่เสมอ ตื่นขึ้นมาตอนเย็น ห้องเล็กๆ แคบๆที่มืดมิด ฉันเดินไปเปิดไฟที่ปลายเตียง เปิดประตูห้องบานเล็กออกมา และเดินไปล้างหน้าล้างตาแปรงฟันที่ห้องน้ำรวม มีเสื้อผ้าที่ต้องซักด้วยนี่น่า หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้วกลับไปเอาเสื้อผ้าใส่ตระกร้าซักผ้าเดินกลับมาที่ห้องน้ำเอาเสื้อผ้าใส่เครื่องซักผ้าทรงสี่เหลี่ยม เล็กๆ กดซักผ้าทิ้งไว้แล้วเดินลงบันได้ไปโรงอาหาร ตึกเล็กๆ สี่ชั้นเก่าๆ ที่ฉันพัก มีห้องรับแขกที่มีโซฟาเก่าๆ สีน้ำตาลที่เมื่อเดินลงมาจะมีพนักงานที่มาด้วยกัน เพื่อนๆ จะนั่งดูทีวีบ้างนั่งอ่านหนังสือบ้าง เป็นบรรยากาศที่ยากจะลืมเลื่อน เดินเข้าไปในโรงอาหาร โต๊ะที่เรียงราย จะมี คนนั่งเล่น เล่นกีตาร์บ้าง อ่านหนังสือบ้าง กินข้าว กันบ้าง ทำให้ความเหงาเจือจางลงได้มาก ฉันเดินเข้าไปช่วยพี่ๆทำกับข้าว แต่สุดท้ายทุกครั้ง ก็ได้แต่ยกอาหาร และจัดเตรียมน้ำเพราะฝีมือทำอาหารถึงขั้นแย่ นั่นเอง วันหยุดใกล้หมดลงทุกทีทุกที่ เปิดงานปุ๊ปก็สอบปั๊บ ห้องเรียนที่มีโต๊ะยาวๆ นั่งเรียนประมาณตัวละสามคน ถูกให้นั่งตัวละคน และทำการสอบเขียนคันจิ ทันทีที่ออกกำลังกายตอนเช้าเสร็จ เราทุกคนขมักเขม่นในการสอบกันมาก เสร็จแล้วก็ส่งให้อาจารย์ หลังการสอบ ก็นั่งคุยกันถึงคะแนนที่จะออกมา

และเราเรื่องที่ไปเที่ยวกันมา คะแนนที่ออกมา ได้ 97/100 บ้างคนได้เต็ม แต่สำหรับฉันแค่นี้ก็พอใจเพราะไปเที่ยวมาด้วยก็คงจะได้ประมาณนี้แหละ  เมื่อเข้าแผนกก็เอาขนมไปแจก คนในแผนกให้นายอาจารย์ตัวดีไป วานสาวๆในแผนกแจกให้ กลับมาที่ชนบทแห่งนี้อีกครั้งหลังจากที่ไปตะลุยเมืองกรุงมา ที่ทำงานที่นี่ผู้หญิงญี่ปุ่นดูเหมือนจะเป้นเบ้ ผู้ชาย และ ต้องคอยคะขาทำตามคำสั่งอยู่เสมอไม่ชอบบรรยากาศอย่างนี้เท่าไร เพราะผู้หญิงไทยสมัยนี้ไม่ต้องคอยทำตามผู้ชายแล้ว และสำหรับชั้นก้คงไม่มีใครมาใช้เพราะพูดไปก็ไม่เข้าใจมากพอที่จะทำอะไรให้อยู่ดี ความแตกต่างทางชนชันที่คนญี่ปุ่นมีให้คนไทยอยู่มากนั้นทำให้ฉัน เฉยๆ กับคนในแผนกบ้างวันแทบไม่ได้คุยกับใครนอกจากอาจารย์ วันไหนอาจารย์ที่แผนกไม่อยู่ก็เป้นใบ้ไปทั้งวัน ฉันเริ่มเคยชินที่จะอยู่คนเดียว กลับไปหอก็กินข้าวกับพวกพี่ๆและ เข้าห้องอ่านหนังสือ การใช้ชิวิตคนเดียวช่างสงบมีความสุขอย่างนี้นี่เอง

คนญี่ปุ่นที่นี่ก้มองคนไทยเหมือนคนต่างด้าวนั่นแหละ ไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก ยกเว้นแต่อาจารย์ที่สอนภาษาที่ศูนย์จะสนใจเราเป็นพิเศษ เราเรียนๆเล่นๆไปทุกวันตกเย็นไปก็ขี่จักรยานคู่ใจไปเที่ยวกันกับพี่ๆบ้างไป ซื้อกับข้าวมาเก็บไว้บ้าง ทัสมากินข้าวกับพี่ๆด้วยแต่ด้วยความที่ญี่ปุ่นกินข้าวเสียงดังและมูมมาม ทำให้พี่ๆไม่ชอบทัสเท่าไหร่นัก แต่ก้ต้องทนเพราะทัสเป้นเพื่อนของฉัน เพื่อนญี่ปุ่นปัญญาอ่อน เป็นญี่ปุ่นที่ญี่ปุ่นด้วยกันไม่อยากคบ คิดเอาเองแล้วกัน เวลาผ่านเลยไปถึงเวลาที่พี่พี่ที่มาด้วยต้องกลับประเทศไทยก่อน ทิ้งให้ฉันรอรับคนที่จะมาร่นต่อไปแล้วฉันก็จะมีหน้าที่คุมหอเนื่องจากมานานกว่าคนอื่นๆ และเป็นคนที่อยู่มาก่อน ก่อนกลับพี่ผุชาย และ เพื่อนผู้ชายอีกคน ชวนกันไปจับปลา ฉันและทัสอยากไปด้วย เลยขับรถพากันไป พี่เด่นไปจับปลาที่ไหนเหรอ พี่เด่นและนนท์นำทางไป ทัสขับรถวนไปจนถึงท่อน้ำทิ้งอยู่ใต้สะพานแห่งหนึ่งที่นี่เหรอ เอาจิงดิ เราเดินเข้าไปในท่อน้ำทิ้งน้ำข้างในค่อนข้างสกปรก ปลาตัวใหญ่ประมาณท่อนแขนหลายตัว ว่ายไปมาอยู่ทัสก็เดินลุยน้ำเข้ามาด้วย นนท์เห็นปลาว่ายมาก้พยายามใช้มือจับแต่ด้วยความไวของปลาก้เลยจับไม่อยู่เลย หลังจากที่เวลาผ่านไปซักพักความอนทนของนนท์เริ่มหมดลง นนท์หันไปเห็นพลั่ว ที่ถูกทิ้งไว้ข้างท่อ จึงหยิบพลั่วมา และแล้วเราก็ได้ปลาจากการตีปลาไม่ยั้งของนนท์ เมื่อปลาแน่นิ่ง ทัสที่ยืนขาสั่นมองนนท์ตีปลาอยู่นั้นก็ได้หน้าที่เอาปลาออกไปรอที่ลานหญ้าด้านนอกท่อน้ำ เราได้ปลาหลายตัวกลับไปทำกับข้าวที่หอพัก ด้วยความดีใจที่ได้ปลาตัวใหญ่มาด้วย พี่เด่นกับนนท์ก็เอาปลามาถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน และเมื่อไปล้างรูปมาแล้วพี่เด่นก็เอาไปอวดคุณป้าที่แผนกและแล้วเรื่องก็เกิด

อาจราย์ที่ศูนย์เรียกแนเข้าไปในฐานะคนคุมหอ เริ่มอธิบาย ซินได้ข่าวมีพนักงานของเราไปตกปลาที่ท่อน้ำทิ้ง ปลาพวกนั้นเป็นสัตว์สงวนที่ถูกเลี้ยงและห้ามทำการจับไปทำการใดใดทั้งสิน ให้อธิบายให้พนักงานคนที่ไปจับฟังและว่ากล่าวตักเตือนพนักงานเหล่านั้นด้วยว่าห้ามทำอีก เออออออ เอออ คือว่าฉันก็ไปมาด้วยคะ เมื่อพูดจบหันไปมองอาจารย์ทุกคนที่นั่งอาปากค้าง อะไรนะไปมาด้วยเหรอ ฉันเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปมา อาจารย์พูดไม่ออกบอกได้แต่ว่าบอกทุกคนว่าอย่าไปอีก แล้วกัน ก่อนที่ทุกคนจะกลับเมืองไทยมีการทดสอบภาษาญี่ปุ่นระดับ สาม ทุกคนต้องผ่านถ้าไม่ผ่านกลับไปก็จะโดนว่าได้ เราเริ่มติวหนังสือกัน และไปเอาของสอบ เก่าๆมาฝึกทำ

คะแนนที่ได้ค่อนข้าง ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับการเที่ยวเล่นและไม่ค่อยเอาการเอางานของพวกเรา แต่พี่ๆ คนอื่นยังเป็นที่น่าเป็นห่วง ฉันชวนพ่ๆ มาฟังเทปเพราะการทดสอบจะมี สามส่วนคือ คันจิ ฟัง และ อ่านเอาเรื่อง ไวยากรณ์ ที่ทุกคนทำไม่ค่อยได้คือฟังเทป อาจเพราะไม่ค่อยได้ฝึกฝนเท่าไหร่ นัก รวมไปถึงญี่ปุ่นที่จะพูดคุยด้วยนั้นไม่เพียงพอต่อการฝึกฝน ฉันบอกอาจารย์ที่แผนกว่า จะทำการสอบก่อนกลับ และหลังจากนั้นแนต้องเรียนอีกหกเดือน เพื่อให้สอบผ่านระดับสองภายในหนึ่งปี ยามาโมะโต สบประมาทฉันอย่างแรงว่าไม่มีทางทำได้หรอก ระดับสองยากมาก ปัญญาอ่อนอย่างฉันทำไม่ได้แน่ๆ ทำให้ฉันมีไฟในการเรียนมากขึ้นเพื่อลคำสบประมาทของอาจารย์บ้าๆ ของฉันทำไมจะทำไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมาฉันเรียนแค่ระดับสามเลยไม่รู้ว่าระดับสองกับระดับสามมีความแตกต่างกันมากขนาดไหน นายนั่นเขาบอกว่าเข้าใจละ ถ้าคิดว่าอยากผ่านระดับสองละก้อ ลองทำคะแนนสอบระดับสาม ที่จะสอบนี้ให้ได้ 85 % ขึ้นไปก่อน แล้วค่อยมาว่ากัน ทุกวันแนต้องพยายามเพื่อที่จะชนะตาบ้านี่ และเพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่สนับสนุนฉันอยู่ต้องอับอาย ทำให้วันเสาร์อาทิตย์นอนน้อยลง อ่านหนังสือมากขึ้น คิวโทรหาฉันอาทิตย์ละครั้ง เค้าให้ความสำคัญกับฉันมากขึ้น แต่ฉันเริ่มโตขึ้นให้ความสำคัญต่อการเรียน และใส่ใจตัวเองมากขึ้น  การสอบใกล้เข้ามาทุกที ทุกที พร้อมกับที่ฉันต้องอยู่คนเดียวอย่างแท้จิงพี่ๆที่มาด้วยกันต้องกลับไปก่อน และไปรออยู่ข้างหน้า

ตาอาจารย์ที่แผนก มองฉันอยู่ห่างๆ คงจะค่อยดูละสิว่าฉันจะมีความพยายาม ได้แค่ไหน

และแล้ววันสอบก็มาถึงเราย้ายห้องสอบไปในตึกของโรงงานอีกแห่งนึ่ง เนื่องจากสถานที่เอื้ออำนวยกว่า โต๊ะแยกกันอย่างห่าง และให้นั่งตัวละคน คาบแรกสอบ คันจิ และ คายถัดมาสอบฟังทป การสอบฟังเทปทุกคนมุ่งความหวังมาที่ฉันเนื่องจากฉันทำคะแนนฟังเทปได้ดีกว่าคนอื่นในเวลาที่เคยลองทำกันมา การฟังเทปมีอยู่ สองตอนตอนแรกนั้น มีประมาณสิบเอ็ดข้อ ไม่สามรถจะบอกทุกคนได้ทันได้เป็นบ้างข้อ แต่ตอนสอง ฉันทำเสร็จเคาะดินสอ และยื่นมือลงด้านข้าง และบอกไป  เก้าข้อต่อเนื่อง 1-9 ซึ่งในพาท์นั้นมี ทั้งหมดประมาณ สิบสามข้อ นนท์ เพื่อนที่มองเห็นทั้ง เก้วของแต่ด้วยความฉลาดหลักแหลม นนท์คิดว่าเข้าพลาด สี่ข้อที่เหลือไปเลยนำคำตอบที่ได้ ไปใส่ใน ข้อ 5-13 เป้นอันว่านนท์ได้คะแนนฟังเทปอย่างแย่กว่าเพื่อนไป เพราะความฉลาดนั้นๆ

แต่อย่างไรก็ตามข้อสอบที่อาจารย์นำมาให้ทำนั้นค่อนข้างยาก

และทำให้ฉันกังวลเสมอว่าจะทำได้ตามที่ตาอาจารย์บ้านั่นกำหนดไว้หรือไม่ และแล้วบ่ายวันถัดมาคะแนน ออกการฟังมีคนผ่านคนเดียวคืดฉันแต่ คะแนน ฟังเทป ที่ได้ 74 นั้นชุ่ด ให้คะแนน เฉลี่ย ไม่ถึง 85 % ได้เพียงแค่ 84%เท่านั้นขาดไปคะแนนหนึ่ง ฉันเดินคอตกมาที่แผนกและบอกกับ ยะมาโมโตะว่าฉันได้คะแนนเท่านี้เท่านั้น แต่ก็เป็นคะแนนที่มากที่สุดในชั้นเรียนนะ ความกดดันที่มีมีมากขึ้นๆ หน้าตาเค้าดูจริงจังและบอกฉันว่าถ้าได้แค่นี้อย่าหวังเลยว่าจะผ่านระดับ สองได้ เลยหวังเถอะยังไงก็ไม่ผ่านหรอก ฉันเริ่มเถียงเสียงสั่นไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และความจริง แต่ฉันทำดีที่สุดแล้วฉันพยายามที่สุดแล้ว ที่ชั้นเรียนฉันได้คะแนนดีที่สุดแล้วนี่ยังไม่พออีกเหรอ ยามา บอกกับฉันด้วยเสียงจริงจังว่า เกณฑ์ที่กำหนดตกลงกันไว้ไม่ผ่านยังจะพอใจกับผลที่ได้รับอีกเหรอ คะแนนดีกว่าคนอื่นแล้วผ่านเกณฑ์ รึเปล่า ไปเทียวกับคนอื่นแล้วพอใจเพราะเค้าด้อยกว่า คนที่ต้องแข่งคือตัวเองได้คะแนนมาแค่เนี่ย ถึงว่าไม่ผ่าน ยังไงก็สอบ นิคิว(ระดับสอง)ไม่ผ่านฝันเหอะ

ความโมโหทีพ่ายแพ้ และที่โดนสบประมาทมาก็ถูกต้อง ฉันทำไม่ได้ตามที่พูด แต่ก็พยายามเต็มที่แล้วมันไม่พอช่ายไหม หลายครั้งที่ผ่านต้องเก็บกด กลับไประบายที่ห้องด้วยการต่อยกำแพง แต่ครั้งนี้คำพูดของยามา(อาจารย์ยามาโมะโต) ที่แทงใจเสียดเข้าไปข้างใน ทำให้ฉันเดินผ่านแผนก อย่างเร็วไปร้องไห้โฮ ในห้องน้ำทำไมฉัน๔งทำคะแนนขาดไปหนึ่งคะแนน ทำไมโง่ที่ทำไม่ได้ตามที่พูด ทำไมไม่ตั้งใจเรียนมากกว่านี้ มันคงถูกต้องแล้วที่เค้าพูดว่า ฉันจะไม่ผ่าน นิคิวหรอก ถ้ามีความพยายามเพียงแค่นี้ ตั้งแต่เราคุยกันมา ลองนึกย้อนดูยามาไม่เคยพูดอะไรผิดเลย ครั้งนี้คงเช่นกัน ในเมื่อเราจะสอบไม่ผ่านจะอยู่ไปทำไม เดินเช็ดน้ำตาล้างหน้าล้างตาออกจากห้องน้ำมา มาที่โต๊ะ ฉันจะกลับเมืองไทย ยามาถึงกับอาปากค้าง เสียงหลง เฮ็อออออออออย ช๊อค ไป วันนี้ฉันจะไปบอกศูนย์ที่เรียนว่าฉันจะไม่เรียนแล้วฉันจะกลับเมืองไทย ในเมื่อคุณบอกว่าฉันทำไม่ได้ก็คงไม่ได้จิงๆ แล้วจะเรียนต่อไปเพื่ออะไร เค้าตกใจอย่างมาก และบอกว่าผงการเรียนของฉัน โอเค ผ่านเกณฑ์ พยายามชมว่าเก่ง เก่งมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของฉันดีขึ้นมา ฉันเดินกลัยไปที่ห้อง เข้าห้องได้ระบายใส่กำแพงอยู่หลายที ต่อยเท่าไหร่มือก็ไม่เป้นไรหรอก เพราะกำแพงไม่ช่ายปูน และแล้ว ฉันก็เปลี่ยนไปเพราะต้องการจะเอาชนะนายอาจารย์สอนงานตัวดีของฉัน เมื่อพี่พี่ทุกคนกลับเมืองไทยไปแล้ว ฉันก็รับน้องใหม่ที่มา และเวลาเลิกงานฉันไม่จำเป็นต้องรอใครก็เลิก ตั้งเวลาอ่านทบทวนหนังสือ และวันเสาร์อาทิตย์มาถึงก็ อ่านหนังสือตั้งแต่วันศุกร์ตอนกลางคืนจนถึงเช้า วันเสาร์ ตอนเที่ยง แล้วก็นอนข้ามวัน ฉันกินกาแฟ วันละห้า หกแก้ว ร่างกายเริ่มอ่อนล้า ฉันกับยามา คุยกันมากขึ้นฉันไม่อยากที่จะแพ้เขา และไม่อยากให้ให้คนที่มีพระคุณกับฉันต้องเสียหน้า อีกไม่นานจะมีการสอบ ระดับสามของประเทศ ฉันต้องทำคะแนนให้ได้มากกว่า 85 เพื่อให้อีตายามา ยอมรับว่าฉันทำได้ เวลาเข้าแผนกฉันก็ไม่ได้คุยกับใครนอกจากตานี่ ฉันอยากไป ออนเซน ไปลงโอฟุโละ อยากไปทำนู้ทำนี่ สารพันความเพ้อเจ้อ พูดไปวันๆ เพราะความอยากฝึกภาษา ญี่ปุ่น พูดไปบ้างเรื่องก็อำไปบ้าง ก้เลยลืมว่าตัวเองพูดอะไรไป พอโดนถามทีหลังก็งงเป้นไก่ตาแตก

แต่ฉันก็ไม่ละความพยายาม การสอบระดับสามอีกไม่นานฉันต้องพยายาม เพื่อที่จะคะแนนมากกว่า 85 % สู้ๆๆ ๆ

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

คุนเพ่ ... นู่เพิ่งสมัครง่ะ
อิอิ แวะมาเม้นแร้ววน๊า

ขยันเขียนจิงๆๆ เยย เดวจะแวะมาอ่านต่อให้จบงัฟ

*-----------*

#7 By *+**+..paullynA...*+**+ on 2010-03-25 05:51

Bright bright แท๊งกิ๊ว ต่างด้าว เหรอ 555 ฮ่าดีอะ Bright bright แลเป็นคนตลกเนอะ จะแอ๊ด เอ็ม ไปแล้วนะ รับด้วย อิอิอิ confused smile

#6 By Majyo on 2010-03-22 07:47

โฮ้ย เพื่อนกัน คนไทยด้วยกันๆ อิอิ(ต่างด้าวไม่ใช่นะ55)
Majyo ก็เป็นเพื่อนเราเหมือนกัน คนไทยด้วยกัน

เราเองก็ดีใจเหมือนกัน ที่ได้เป็นเพื่อนกันนะ

เป็นกำลังใจให้เขียนบล็อกต่อไปนะ สู้ๆเช่นกัน

#5 By Bright Bright on 2010-03-21 22:11

Bright bright ขอบใจมากดีใจมากๆ ที่ได้เพื่อนใหม่ อย่าง Bright bright ขอบคุณจริงๆ สำหรับกำลังใจ สู้ตายdouble wink

#4 By Majyo on 2010-03-21 20:51

ช่ายแล้วพี่ปรางแรงผลักดันของเค้าคือเซนเซย์ และ คุณอา อุอุอุอุอ ยังต้องไปสอบอิวคิวอีก ทุกๆ ปี อิอิอ สู้ๆ confused smile โอเองคุดาไซยโยะ お願い。。

#3 By Majyo on 2010-03-21 20:45

97/100 ไม่ใช่ง่ายๆเลยนะ (ตบมือ)Hot!

คันจิยากมากเลยนะ

(ไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่รู้ (รู้ไม่จริง55) )

confused smile

#2 By Bright Bright on 2010-03-21 19:29

โอ้วววว...
เข้าใจแล้ว..
แรงผลักดันของแก..
เซนเซย์นี่เอง...double wink double wink

#1 By prang2626 on 2010-03-21 19:27