ตอนที่ 8.1 วันหยุดโอบอง ไป โตเกียว

และแล้วแผนการณ์ไปโตเกียว ก็ เป็นรูปเป็นร่าง เราสามคน ฉัน พี่ดา และทัสจัง เราเริ่มว่างโครงการณ์ทั้งหมด จองตั๋วที่พัก รถ ที่จะไป ใกล้วันหยุดยาม ขึ้นมาทุกทีทุกที ฉันตื่นเต้นและอยากไปเร็ว แต่เมื่อกลับมา หลังปิดยาวต้องมีสอบพี่ดาเป็นกังวลมาก แต่ฉันก็พยยาม เกลี่ยกล่อมให้เขาไปให้ ได้

เพื่อนนั่งกัยอยู่ที่ โชกุโด มีพี่อีกกลุ่มนึ่งที่จะไปโตเกียวเหมือนกาน ดีใจเด็กบ้านนอก ได้เข้ากรุงกันแล้ว 5555

ค่อนข้างตื่นเต้นอย่างแรง ที่จะได้เดินทางไปในญี่ปุ่นโดยที่  No Sensei ไม่มีอาจารย์ ไปด้วย อุอุอุ

และแล้ว วันนั้นก็มาถึง ฉันแต่งตัวสวยเลยกะกว่าตื่นมาก็ไปเที่ยวได้เลย กระโปรงเซอร์ แนวแฟชั่นสุดๆ สีน้ำตาลเสื้อ คองคอ ลายขวางขาวดำ  รองเทาแตะหนังสีดำ พี่ดาก็เช่นกันน่ารักทั้งคู่ ผิดกะ ทัสจังที่แต่งตัวเหมือน คุณลุง ฮ่า ผมยักศก เสื้อคอโปโล กางเกงยีนส์ตัดขา เก่าๆ ไม่เข้ากันเลย แต่ไม่เป็นไร เขาเป็นญี่ปุ่น ต้องพาเราไปได้แน่ คิดโดยไม่รู้มาก่อนว่า       เรามากะญี่ปุ่นที่เก่งภาษาญี่ปุ่นมากที่สุดในโลก                    เวลา 22.40 น เริ่มออกเดินทางจากหอ ให้คุณลุง Ojisan ที่คุมหอไปส่ง ที่จุดรอรถหน้าทางขึ้นทางด่วน เป็นลานสนามเล็กๆ มีทางโค้ง ที่เลี้ยวรถ เราพี่ดา ทัส ทุกคน มีกระเป๋าเป้ เป็นของตัวเอง  เราถึงที่รอรถเราก็เดินเตรดเตร่ ดูน็นดูนี่ อยู่พักใหญ่ เหมือนเด็ก หนีออกจากบ้านไงอย่างั้น รอรถ อยู่ ที่ ถนนเล็กๆ ข้างๆ สนามหญ้า รอบตัวมืดสนิท มีแสงสลัวๆ จากแสงไฟ สีส้มจางๆ  บรรยากาศอย่างนี้แถบไม่ได้สัมผัสที่ ญี่ปุ่นเลย เพราะ 4 ทุ่มก็ต้องเข้าหอแล้ว เหมือนในมิวสิควีดีโอยังไงอย่างงั้นเลย บรรยากาศดีมากๆ แต่ทำไมคนที่นั่งข้างๆ ต้องไอ้คุณทัส ญี่ปุ่นเพี้ยนๆ นี่ด้วย คิดแล้วเซ็ง ฉันเริ่มหยิบกล้องมาถ่ายรูป กะพี่ดาพล่างรอรถ คุณทัส อยากถ่ายบ้างเราก็เลย ต้องถ่ายสามคนบ้างรูป และแล้วรถบัสที่รอคอยก็มาถึง รถบัสคันไม่ใหญ่นัก พื้นที่ข้างในกว้างกว่าที่กะไว้จากข้างนอก เบาะแยกเป็น 3 แถว เกาะอี้ แยกออกจากกัน เป็นเอกเทศ เบาะนั่งสบายมากๆ ไม่เหมือนรถทัวร์ของไทยที่ไม่มีที่ยืดขาไปไหน แต่รถคันนี้นั่งแล้วรู้สึกเป็นส่วนตัว พอขึ้นรถไป มีบ้างคนหลับอยู่ บ้างคนเพิ่งขึ้นมา เหมือนว่าต้นสายที่รถออกมาคงอยู่ไกลกว่าที่ที่ฉันขึ้นมาก และเมื่อรถบัสรับฉันแล้ว ก็หันหัวไปทางทางด่วนที่อยู่ตรงหน้าทันที และครั้งแรกในชีวิตที่จะเหยีบโตเกียวก็มาถึง ฉันตื่นเต้นกับการนั่งรถบัสในญี่ปุ่นได้ไม่นาน ฉันกะพี่ดาก็ตกลงกันว่าจะนอน เพื่อที่ตื่นเช้าขึ้นมาจะได้มีแรงเดินๆ ๆ และเดิน ในดิสนี่  555 และเราก็หลับลงอย่างง่ายดายในรถบัสคันน้อยที่กำลังจะพาเราไปท่องเที่ยวในเมือง กรุงของแดนปลาดิบ  เช้าตรู่รถถึงสถานีรถไฟ ในโตเกียว เราลงรถมาด้วยท่าทีอิดโรย ต่อไปเราจะต้องหาทางไปดิสนี่แลนด์ กันด้วยกระดาษแผ่นเดียว ที่ ปริ้น เกี่ยวกับการเดินทางไป ในกระดาษแผ่นนั้นเขียนสายรถไฟเป็น คันจิ และ เวลา ต่างๆ แต่ใครจะรู้เลย ว่าสายรถไฟในโตเกียวจะพันกันยุ่งเหมือนกับใยแมงมุม ขนาดนั้น ขนาดใยแมงมุมยังเรียกพี่เลย ดูตารางแล้วเหมือนวงจรไฟฟ้าดีดีนี่เอง กำหนด สายต่างๆ ด้วยสีสัน การต่อสานรถไฟต่างๆ ถ้าไม่ชำนาญหรือมีแผนที่ และอ่านคันจิได้ ไม่ต้องไปไหนเลยดีกว่า และแล้วทัสจังก็เริ่มทำพิษ ยืนมองจ้อง สายรถไฟอยู่สิบห้านาที โดยที่ไม่รู้ว่าจะไปสายไหนดี นี่เป็นคนญี่ปุ่นช่ายไหม ไอ้คุณทัส ฉันเริ่มที่จะ หงุดหงิด ถ้าไปสายกว่านี้เราคงต้องเสียเวลา                    ฉันตัดสินใจ ดูคันจิด้วยตัวเองถามคนนู้นคนนนี้เอา และเราก็ไปถึง ดิสนี่แลดน์ ทางเข้าเดินได้จากรถไฟ มีทางไปสองด้าน ด้านนึ่งเป็นดิสนี่ซี รู้เงี่ยไปดิสนี่ซีก็ดีหรอก น่าเข้ากว่าอีก ดิสนี่แลนด์ดูเก่าๆ ไงก็ไม่รู้ เคยไปที่อเมกามาครั้งนึ่งแล้ว ไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้าไปข้างในตื่นเต้นอีกแล้ว พี่ดา กับฉัน และ ไอ้คุณทัส พากันไป ฝากของที่ตู้ล็อคเกอร์ แล้วก็เดินไปทั่วนิสนี่แลดน์ เราเดิน ทางเข้าก็อลังกาลนะ เข้าไป ในเมืองการ์ตูน บรรยากาศ กว้างๆ มีปราสาท หลังใหญ่อยู่ใจกลาง มีสวนดอกไม้เป็นย่อมๆ จัดเรียงราย ถ้าฉันเป็นเจ้าหญิงใน นิทานคงจะได้อยู่ในนี้ตลอดชีวิตช่ายไหม แต่จะมีเจ้าหญิงประสาทอย่างฉันเหรอ คิดแล้วก็ สะอึก 55 แล้วนั่งรถรางไปดูตามสถานที่ต่างๆ รอบๆ ฉันสนุก นะก็ระดับหนึ่ง ที่นี่ก็กว้างมากเหมือนกาน  นั่งรถไฟชมดิสนี่ซะ 1 รอบ หลังจากนั้นเรา ต่อตั๋ว พัส ไปเล่นเครื่องเล่นต่างๆ สนุกดี เข้าไปนั่งเรือ ในปราสาท นาฬิกา หลังจากนั้น ก็ให้ทัส รอข้างหน้า และแล้วเหตุการณ์ พลัดหลงก็เกิดขึ้น พี่ดา หาย ไปชั่วพริบตา เคนเจออาการเด็กหายไหม ยังไงอย่างงั้น เลย ในขนาด ที่คนเยอะ ๆ เพียงแค่ คุณ หันไปอีกทางเดินไปอีกทาง และไม่หยุดอยู่กะที่เพื่อรอ โอกาศเจอก็จะอยากมาก ในขณะที่คน ล้นหลามขนาดนั้น ฉันหาพี่ดาไม่เจอ หาแล้วหาอีก ไม่เจอ คราวนี้แหละ ซวยแล้ว เพราะพี่ดาไม่มีโทรศัพท์ คราวนี้ 1วันไม่ทั่วก็ต้องทั่วละ เดินทั้งดิสนี่ก็ไม่เจอ ฉันให้ทัส รอหน้าประสาทนาฬิกา แล้วฉันเดินไปทั่วเลย เพราะ ฉันกะ ทัส มีมือถือ การติดต่อเลยง่าย หลาย ชั่วโมงอยู่ที่เราหาพี่ดากัน เดินวนไปก็วนมา ไปทุกที่ ในขณะที่ผู้คนกำลัง ต่อแถวรอกันอย่างสนุกสนาน ฉันกำลังพลุงพล่านตามหาพี่สาวคนสวย คุณทัสก็งงอึ๊งรัปประทาน ตามหาหันล้นลาน เป็นประสบการณ์ ชีวิตที่เยี่ยมจิงๆ ครั้งหนึ่งเคยตามหาคนหายในดิสนี่ เริ่มท้อแท้ เหนื่อย แต่จะท้อได้ไง ในเมื่อ มันไม่ใช่ประเทศไทยที่ไม่เจอก็เดินกลับบ้านตัวเอง ได้ หาจนใกล้หมดหวัง ...... สุดท้ายเราก็เจอพี่ดาที่ที่ไหน รู้ไหม ที่ ล็อคเกอร์ฝากของ 555

                   หากานเกือบตายแต่ก็เป็นความทรงจำที่ดีทีเดียว เรา 3 คน ต่างเหนื่อยล้า  แต่ก็ยังกลับเข้าไปในดิสนี่แลนด์ และถ่ายรูปกับปราสาท และ สิ่งก่อสร้างดินแดนในเทพนิยาย ฉันกับพี่ดา ซื้อมงกุฎมินนี่ และ สติ๊ก มาสวมใส่ให้เข้ากับบรรยากาศ ส่วนมากคนที่มาเที่ยวก็จะซื้อ เครื่องแต่งตัวที่ขายเป็น Shop ตามทางเดิน และ ข้างหน้าเครื่องเล่นต่างๆ มาส่วมใส่ ยิ่งทำให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในดินแดนเทพนิยาย ลึกล้ำมากขึ้น คนที่เคยไปแล้วคงเข้าใจดี บ้างคนอาจไปจนเบื่อแล้ว แต่ฉันเพิ่งเคยเข้าดิสนี่เป็นครั้งที่สองความรู้สึกตื่นเต้น มีมากอยู่เฉยเคย แม้จะไม่มากเท่าครั้งแรกก็ตาม

ร้านขายของทำเราตื่นตาตื่นใจได้ทุกร้าน มีทุกอย่างตั้งแต่ หัวจรดเท้า ข้าวของเครื่องใช้ ฉันได้สร้อยข้อมือไม่รู้กี่อัน รวมถึง สร้อยข้อเท้าแหวนนิ้วเท้า ที่เป็นเงิน พวกกุญแจ รวมถึงที่คาดผมสติ๊ก อยากซื้อกลับมามากกว่านี้ แต่ทรัพยากรธรรมชาติไม่อำนวย เริ่มค่ำลง ท้องฟ้าเริ่มมืดขึ้น ขบวนพาเหรด ของเหล่าบรรดาตัวการ์ตูน ก็เริ่มทะยอย กันตั้งแถว แสงไฟสวยสด ผสมผสานอยู่ตัวการ์ตูน เมื่อมองในย่ามฟ้ามืด ยิ่งดูเหมือนว่ามีชีวิตและสวยอย่างบอกไม่ถูก ประทับใจจริงๆ ขบวนพาเรดช่างอลังการจริงๆ ฉันกับพี่ดา พยายามจะถ่ายรูป ขบวนพาเหรดแต่ภาพก็ออกมาไม่สวยอย่างที่คิด ผู้คนมากมายมานั่งดูขบวนพาเรด ยิ่งทำให้บรรยากาศ คลื้นเคร่ง แต่ฉัน ทัส พี่ดา ต้องรีบ ออกไปก่อนที่ขบวนพาเหรด จะจบลง เพราะรถไฟขบวนที่ดูไว้ ใกล้จะหมดลงแล้ว ก่อนที่จะออกประตูดิสนี่แลนด์ มีร้านค้ามากมายที่เรียงราย ตอนกลางคืนจะเปิดไฟที่ติดประดับประดา ชวนให้อยากแวะเข้าไปทุกร้าน ฉันกับพี่ดาไม่ที่จะต้านทานความเย้ายวนร้านเหล่านั้นได้ แต่การเลือกหาของที่ถูกใจก็เป็นไปอย่างเร่งรีบ ด้วยเวลาที่บีบคั้น ฉันกับพี่ดา หยิบสร้อยข้อ สร้อย คอเงินของ มินนี่เมาท์ มาเลือกกับด้วยท่าทีที่กระสับกระส่าย อยากซื้อก็อยากซื้อ แต่รถไฟกำลังจะหมด และแล้วก็ต้องตัดใจรีบจ้ำไปที่สถานี แม้จะอาลัยอาวอนร้านค้าเหล่านั้นอยู่สักเท่าไหร่ก็ตามระหว่างทางเรายังคงพากานถ่ายรูปริมทางตลอด ทางเดินไปที่รถไฟ ประดับประดาด้วยไฟน้อยใหญ่ ตลอดทาง แม้เราจะเหนื่อยและอิดโย แต่ก็ยังสนุกสนานกับการถ่ายรูป แบบว่าจะได้มาอีกไหมไม่รู้

 

เราพากันนั่งรถไฟกลับ โรงแรมที่จองไว้ ขากลับ ทัสจังก็เป็นแบบเคย ไม่สามารถ นำทางได้ ฉันจึงต้องคล่ำสายรถไฟกลับกาน เราเดินทางผ่านรถไฟหลายสาย กว่าจถึงที่พัก ในรถไฟที่ขึ้น ช่างแตกต่างกับ ที่ชนบทที่ฉันอยู่อย่าง สิ้นเชิง ในรถไฟ เต็มไปด้วยเด็กวัยรุ่น บ้างกลุ่มเออะโวยวาย บางกลุ่มมีอาการคล้ายๆ เมายา ฉันเห็นเด็กผู้ชายวัยรุ่นกลุ่มน่าจะไม่เกิน 15 กับเด็กผู้หญิงรุ่นราวคร่าวเดียวกัน เด็กผู้หญิงท่าทางคล้ายถูกมอมยา กำลังเมาอยู่ในโลกส่วนตัว อยากจะเข้าไปช่วยแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเด็กคนนั้นรู้สึกสมย่อยไปด้วยรึเปล่า อีกอย่าง ก็ไม่ใช่ประเทศไทย ทำอะไรไปอาจติดคุกได้ง่ายๆ ฉันเลยได้แต่มองอยู่ห่างๆ  มองไปรอบๆตัว ไม่ว่าประเทศไหน เด็กในเมืองกรุง คงมักจะมีอะไร ที่แปลกๆ เสมอ ชีวิตที่วุ่นวายสับซ้อน จอกแจ บ้างคนหลับ บ้างคนนั่งอ่านหนังสือ ความเป็นสวนตัวสูงในสถานการณ์ ที่ขัดแย้ง ฉันกับ พี่ดา ทัส 3 คนอิดโรยเช่นกัน เมืองออกทางรถไฟมา เราก็เดินทางไปที่โรงแรม ตึก สูงประมาณ 5 ชั้น ฉันกับ พี่ดา อยู่ ชั้น 2 ทัส อยู่ชั้น 3 โรงแรมธรรมดา ๆ แต่ก็ไอเทคในตัว เมื่อถึงห้อง ฉันกับพี่ดาถ่ายรูปห้อง และห้องน้ำด้วยความตื่นตาตื่นใจ  พี่ดา อาบน้ำรึเปล่าจำไม่ได้ แต่นอนสลบไสล พี่ดา คันคันจิก่อน เด้วกลับไปมีสอบนะ ฉันพูด ขึ้น เมื่อไรกันนะที่ฉันกลายเป็นคนบ้า เรียน  ฉันตอบตัวเองอย่างแผ่วเบา เอาเลยซิน พี่นอนละ ไม่ไหววะพี่ดาพูดจบก็นอนหลับปุ๋ย ฉันคันคันจิอยู่พัก นึ่งแล้วก็ เข้าไปนอน ข้างๆ พี่ดา  ครั้งนึ่งเคยได้มาโตเกียว มาเที่ยวและนอนอยู่โรงแรมที่แวดล้อม ด้วยตึกระฟ้า  นั่งชื่นชม บรรยากาศ รอบตัวซะพัก ก่อน ค่อยๆ ซุกตัวนอนในผ้าหม่สีขาวผืนหนา ของโรงแรม ข้างๆ ตัวพี่ดา 。。。。

                        

Comment

Comment:

Tweet