ครั้งแรกของงานปารตี้    ที่บริษัทมีการแข่งกันแถลงการณ์ในแต่ละแผนก แผนกที่ฉันอยู่ได้รางวัลที่สอง ก็เพราะ ว่าอาจารย์ตัวดีของฉันนะแหละที่ทำข้อมูลพิชิตรางวัลมาได้ เราเลยได้ไปกินเลี้ยงกัน ฉันเป็นคนไทยคยเดียว ในแผนกมีกันอยู่ประมาณ 15 คน                   พอเลิกงานกลับมาเปลี่ยนชุด ใส่ชุดไหนดีอากาศหนาวนิดๆ ฉันใส่เสื้อสีดำ คอวี แขนสามส่วน กางเกงยีนส์ กว่าจะออกมาก็ประมาณ 6 โมงกว่าๆ บรรยากาศ สโล สเล่  วันนั้นฉันพร้อม โคบายาชิซัง เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ รถที่เธอใช้ช่างเหมาะกับเธอจิงๆ รถญี่ปุ่นที่ผู้หญิงใช้ส่วนมากเล็กๆ น่ารัก  ขนาดพอดี ๆ ฉันนั่งรถไปกะเธอ ช่างเป็นคนที่บุคคลิก  เรียบร้อยกระตือรือร้น และเออ แบบ เด็กเรียน ใส่แว่นตา อายุ โคบายาชิประมาณ 30 นิดๆ ฉันก็คุยไปตามประสา แต่คงจะไม่คลิ๊กกันเท่าไร ก็ฉันนะออกเถื่อนๆ  ไม่เหมือน เค้าสักนิด แต่เธอน่ารักนะ น่ารักดี เมื่อถึงร้านฉันก็เห็นคนในแผนก ยืนอยู่หน้าร้านบ้าง จอดรถบ้าง ร้านอาหาร ไม้สองชั้น  ตั้งอยู่แยกจาก บ้านหลังอื่นเป็นเอกเทก เล็กๆ มีสวนเล็กๆต้นไม้แปลกๆ พร้อมบ่อเลี้ยงปลาคราฟ ฉันเดินขึ้นไปข้างบน เมื่อเดินเข้าไปในร้านพนักงานตอนรับ พาเราขึ้นไปข้างบน ซึ่งมีห้องเฉพาะ สำหรับจัดเลี้ยง แต่ทำไมไม่ยักกะหนาวกลับกันกลับร้อน เพราะเขาเปิด ฮีทเตอร์กันไม่น่าน่าใส่เสื้อกรามมาซะ ร้อนขนาด  ฉันก็ต้องตกใจเมื่อ ไอ้อาจารย์ของฉันใส่เสื้อคล้ายกันมาก เป็นสีดำ คอวี เพียงแต่แขนสั้นเท่านั้นเอง ปกติเค้าไม่ได้ใส่แว่นตา แต่คราวนี้ใส่ แว่นตาทรงแปลกๆ ขำดี และประจวบที่ฉันต้องไปนั่งข้างๆ เค้า ก่อนที่จะมาที่งาน ยามาโมโตะ (อาจารย์) ถามฉันว่ากินเหล้าได้ไหม ก็บอกเค้าไปว่ากินไม่ค่อยได้ แล้วก็ไม่ได้พูดอารัย หรอก เราก็นึกว่าลืมไปแล้วอะดิ ขณะที่มานั่งเพลินๆ โคบายาชิ ก็มารินเหล้าให้ฉัน ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นคนมารินเหล้าให้ ต้องรับ ยะมาโมโตะ ซัง นะ รีบมาก ไม่ได้ไม่ได้กินเหล้าไม่ได้ พร้อมทั้งปัด มือ โคบายาชิออกอย่างนิ่มๆ อ้าวตานี่ สะเหร่อ มาก กินได้ ฉันรีบพูด กินได้ได้ไง บอกว่ากินไม่ค่อยได้ ไม่ได้แปลว่ากินไม่ได้ และแล้วสงครามก็ก็ตัวขึ้นเหมือนเช่นเคย พลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเริ่มแทรก เซ็งซะ ตาบ้านี่เริ่มเอาไม่ได้แล้ว เหมือนว่าห้ามแล้วไม่ฟัง เค้ามองหน้าฉันแล้ว พูดว่า ถ้ากินได้ กิน ได้ จากนั้นสงครามประสาท ก็เริ่มขึ้น ด้วยความที่เค้าเป็นผู้ชาย กินหมดแก้วอย่างรวดเร็ว จากการห้าม กลายเป็นการดวลเหล้า เอากินได้งั้นกินซะ อืมได้ โธ่เอ่ยเรื่องรัยจะกลัว เดชะบุญ เบียร์ญี่ปุ่น เบากว่าเมืองไทยเยอะ เลยไม่ถึงกับอ๊วก ฉันกินอาหารได้ปกติแหละ แต่คงด้วยเพราะความที่เป็นลูกศิษย์ละใงก็เลยเป็นห่วง เค้านั่งดูฉัยกิน ถามนู้น ถามนี่ ว่ากินได้ไหม มีส่าหร่ายอันนึ่งเปรี้ยวมาก  ฉันกินไม่ได้ เค้าก็เอา อาหารของเค้ามาให้  เค้าขำขำ ท่าที เพี้ยนๆ ของฉันเหมือนเป็นตัวตลก ฉันนะไม่ขำหรอก เพราะ เริ่งกงกง แล้ว เมาอะดิ หลายแก้วจัด ด้วยความไม่ยอมใคร ก็ ดวลก็ดวล หมดก็หมด แล้วเค้ากถาม ว่า ไหนว่าเลิก กะ ริวแล้ว ทำไมยังใส่แหวนอยู่ อะช่วงนั้นทะเลากันบอกเลิกกันประจำ อะ เมาก็เมา ถอดก็ได้ถอดเสร็จ เอาใส่ไว้ในกระเป๋า ลืมนึกว่าหายหาใหญ่เลย นึกว่าอาจารย์เอาไป ทะเลาะกันไปอีกยก ตานี่ก็เลยขำๆ บอกว่าอยู่กะตัวเอง เราเงี่ยก็เลย ขอคืนเป็นยกใหญ่เปล่าอยุ่ในกระเป๋าเราเอง ฮ่าซะ สักพัก ยามาโมโตะ บอกให้เราเอาเหล้าไปรินให้ผู้จัดการ เป็นธรรมดาที่เราต้องไปรินให้เป็นธรรมเนียม เราก็เดินไปริน ไป คุยกะคนนู้นคนนี้ไป ทุกคนอัธยาศัยดีมาก เราก็ถ่านรูปกะทุกคนไว้เป็นที่ระลึก แต่พอจะถ่ายรูปกะอาจารย์ แกไม่ยอมถ่ายไม่รู้เขินอะไร แลเพี้ยนๆ สงสัยไม่ชินกะการถ่ายรูป ขำวะ เมามากละ ก็เลิกรั่วๆ ไป ถ่ายไป ถ่ายมา ไอ้บ้านี้แย่งไปลบ ก็เลย แย่งกันไปแย่งกันเหมือนบ้าไปเลย ถ่านรูปแล้วจะลบทำอะไรวะ รั่วละ เดชะบุญ ยังไม่ทันอ๊วกงานก็เลิกพอดี เราก็ได้กลับบ้าน ออก มาเห็นรถอาจารย์ สีม่วงอ่อนมากๆ เป็นรถแวนคันใหญ่ คล้ายรถจับเด็ก ฮ่า สวยดี สีแปลกๆ แต่ก็สวยดี จบปราตี้ซะแล้ว สนุกดีเหมือนกันนะ กลับมาวันนั้น เมาเละเทะ แต่ก็ยังประคองตัวเองไปนอนได้ หลังจากก็กลับมาสู่สภาพปกติ แต่ความสนิทสนม ของเราเริ่มก่อตัวโดยไม่รู้ตัว ซะแล้ววันเปิดงานก็เหมือนเคย แต่วันนี้นั่งกินกาแฟ อยู่อย่างสบายอารณ์ในโรงอาหาร โต๊ะตัวเดิม ทีวีเก่าๆ เปิด เสียงข่าวภาษาญี่ปุ่นคร่อๆ  ก็ต้องชะงักลงเมื่อรถแวนสีม่วงอ่อนผ่านหน้ามา รถอาจารย์นี่น๊า ที่จอดรถอยู่หน้าหอพักพอดีเป๊ะ ออตานี่มาเวลาเดียวกะที่เราไปทำงานเลย บังเอิญจัง หลังจากวันนั้น ฉันต้องเผลอมองที่จอดรถของอาจารย์ทุกวันก่อนออก  จากหอพักไม่รู้เมื่อไรสินะที่ความรู้สึกลึกๆ เริ่มจะสนใจ ความรู้สึกเค้ามากขึ้น อาจจะเพราะ  เราเริ่มสนิทกันมากขึ้นใน ฐานะลูกศิษย์กะอาจารย์ ทุกวันที่ฉันเข้าแผนกเราก็คุยกันสัพเพเหระ มากมายเพราะ ฉันมีคำถามากมายทุกวันที่ต้องถามเค้าไม่ว่าจะเป็น ภาษาญี่ปุ่น งาน เรื่องเที่ยวเล่น เราก็สนิทกันมากขึ้น มากขึ้น                    วันนี้กลับมาจาก ที่ทำงานเราก็ทำกับข้าวในโรงครัว เสร็จแล้วก็อาบน้ำ แล้วก็ดูละครญี่ปุ่นเรื่องนึ่งเกี่ยวกับ ผู้ชายคนนึ่งที่สมองผิดปกติเป็น อัลทิสติ๊ก สนุกดี สมองเค้าไม่ปกติว่าง่ายๆในหนังเป็นคนปัญญาอ่อน 

 วันต่อมาเข้าแนก ก็เลยอาเรื่องนี้ไปคุย ไปบอกเค้าว่า ดูละครมาเรื่องนึ่งนะ เป้นเกี่ยวกับผู้ชายสมองไม่ปกติ เป็นบ้า อะ ไม่รู้จะอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นยังไง บอกแค่ว่า สมองพิการไม่ปกติ เค้าก็บอกว่าเค้าก็ดู และบอกชื่อโรคมาเป็นภาษาญี่ปุ่นjiheishou เราก็จดไว้นะ

เค้าก็บอกว่าลูกสาวเค้าก็เป็น โรคนี่ เราก็อึ้งมากรู้สึกอะไรไม่รู้ทำไม น่าสงสารขนาดนี้มีลูกสาวเป็นโรคนี้ แล้วทำไงอะ วันนั้นเป็นวันแรกเลยที่รู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุ่นไป เพียงเสียงที่บอกว่า ลูกสาวเราก็เป็นโรคนี้ เป็นครั้งแรกที่มองตาเขาจังๆ  เหมือนสื่ออะไรบ้างอย่างได้ แต่ก็ยังไม่รู้หรอกว่าคืออะไร คิดว่าคงแค่สงสาร เขารีบบอกทันที่ ว่าไม่ต้องห่วงเขากับภรรยา เข้มแข็ง เรื่องนี้เลยไม่ใช่เรื่องใหญ่ ฉันอึ้งไปนาน ได้แต่พูดว่ามันจะดีขึ้นแหละเนอะ                    วันถัดมาไปซื้อของอดคิดถึงลูกสาวเขาไม่ได้เลยซื้อขนมมาฝากลูกเขา เอามาให้เค้าแผนก เขาก็บอกว่าลูกกินไม่ได้ เป็นแพ้ช๊อคโกแลต คนบ้าอะไรแพ้ช๊อคโกแลต เราก็เริ่มเถียงเพี้ยนแล้ว แล้วสงครามการยัดเยียด และการปฎิเสธ สุดฤทธิ์ ก็เริ่มขึ้น ก็ซื้อมาให้แล้วก็รับไปสิ เอาไปทิ้งก็ได้แต่ของให้รับไป เอาไปเลยไป คนอะไรไม่มีมารยาท อีกฝ่ายก็ไม่เอา เอาไปกินเองสิ เริ่ม เสียงดัง ความไม่ยอมทั้งคู่ สงครามเริ่มก่อตัวขึ้น พร้อมเมฆดำ  เถียงกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเขาก็ยอม ที่จะรับมันไป                    วันนั้นฉันกลับมานั่งคิด คนเรามีลูกสมองไม่ปกติ ทำไมยังเข็มแข็งได้ขนาดนี้ ยังยิ้มยังกวนบาทา ได้เก่งเนอะ ชื่นชมเล็กๆ แฟนเค้าคงจะเก่งเหมือนกันคงจะต้องเข้มแข็งมากๆ เลยนะ หลังจากนั้นความหมั่นไส้ก็ ลดลงบ้างเพราะความสงสาร                    มีอยู่วันหนึ่งอาจราย์โดนเรียกไปด่า ญี่ปุ่นเวลาด่าเค้าจะด่าแรงมาก ไม่ปราณีปราศัยเหมือนไทย ฟังแล้วเป็นฉันละก็คงตะบันหน้าหัวหน้าไปหลายแล้ว แต่อาจราย์ ยืนนิ่งรับฟังจนจบและเดินกลับมา จิงจิง แล้วมันเป็นธรรดาของประเทศเค้าและแต่เราเองต่างหากที่ ไม่ชินเราก้ฃ็ถามเขาว่าโอเคไหม เค้าก็มองตาเราบอกว่าไม่ต้องห่วงโอเค                    แต่ท่าทางไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ วันนั้น ทำไมเราถึงต้องนั่งคิดเรื่องตานี่นักก็ไม่รู้ คืนนั้นเป็นคืนแรกละมั้งที่ ออก มาที่ระเบียบห้องตากผ้า ยืนดูว่ารถเขายังอยู่ไหม เขากลับบ้านไปรึยัง บรรยากาศพาไปรึไงก็ไม่รู้ ฉันยืนมองรถเค้าจนเค้ามา มองแล้วรู้สึกดี อีนี่เริ่มเพี้ยน โล่งอก กลับบ้านซะที                    สงสัยอยู่คนเดียวมากเกินไปจนเริ่มใส่ใจรายละเอียดของคนอื่น แอบมองความเป็นไปของเขาอย่างลับๆ หรือว่าเป็นสายสืบ ตลกเนอะ เหมือนมีสายใยอะไรบ้างอย่างโยงใยไว้ สงสัยเคยเป็นญาติกันมาละมั้งตอนนั้นก็คิดแค่นั้น  นะ        

Comment

Comment:

Tweet