ตอนที่ 4 ฉันตื่นขึ้นในเช้ารุ่งอรุณของวันใหม่  งัวเงี่ยเล็กๆ ทุกคนที่มาด้วยกันมีท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะขณะนี้ฉันอยู่บนแผ่นดินของอีประเทศหนึ่ง ดินแดนอาทิตย์ อุทัย จะมีพระอาทิตย์ยิ้มแฉ่งเหมือนในหนังรึเปล่าน๊า ผิดคาด สนามบินที่โอซากา ไม่ได้แต่ต่างอะไร กับสุวรรณภูมิมากนัก ใกล้เคียงกันมา เราทั้งหมดนั่งรถบัส จากเครื่องมาที่ตัวอาคาร ในสภาพกระเหรี่ยหนีเข้าเมืองไทยกลายๆ แต่ด้วยความที่เพลีย ฉันรู้สึกว่าเราต้องผ่าน บันไดเลื่อนไลไล ไม่รู้กี่อันกว่าจะมาจบที่ที่รับกระเป๋า ฉันลากกระเป๋าพร้อมกับสังขารที่ดันทะลึ่งใส่ส้นสูงเพื่อความเปรี้ยว แล้วผลที่ได้รับคืออาการเปรี้ยวเข็ดตีน อย่างแรง ฉันเปลี่ยนจากส้นสูงมาเป็นแตะลากพื้น (จริงๆ แล้วก็ตั้งแต่ขึ้นเครื่องมาแล้วแหละ ทีเปลี่ยน) เราทุกคนค่อนข้าอิดโรย พากันไปรอที่จุดนัดพบ ของเราจะมีคนมารับถ้าไม่มี ก็คงต้องนอนที่นี่กันแล้วแหละ                    เรานั่งรอสักพักและเริ่มตื่นเต้นกับที่กดน้ำอัดลม มันดูทันสมัยดีเ มีน้ำให้เลือกมากมายหลายหลาก ทั้งอ่านนออกและไม่ออก เราแลกเงินเยน กันมาแล้วบ้าง เราต่างพากันกดน้ำกันอย่างเมามันส์กันได้ระยะหนึ่ง ก็กลับมานั่งรอความหวังให้ใครมารับสักที ในขณะที่เราสงสัยว่าเรามาผิดที่รึเปล่า ทันใดนั้นก็มีผู้ชายญี่ปุ่นสูงประมาณ175 เซ็นติเมตร ผิวขาวอมชมพู ใส่แวนสีเงิน ตาโต ผมหยักศก เป็นทรงรองทรงสูง อายุน่าจะประมาณ 40กว่าๆ รวมรวมแล้วคลายๆกับตัวตลกในการ์ตูน แลติ๋งต๋องๆ เดินเข้ามา พูดกับเราเป็นภาษาญี่ปุ่น เป็นชื่อบริษัทของเรา “ ผมชื่อมูรานากะมาจากบริษัท ......เดินตามมาทางนี้มาขึ้นรถบัสนะคับรถบัสจอดอยู่ตรงนั้น”  ด้วยประสบการณ์ของเขาแล้ว หลายรุ่นต่อหลายรุ่นที่ส่งตัวมาเรียนที่นี่  พวกนี้แน่ คล้ายๆกับกระเหรี่ยงเข้าเมืองต้องใช่พวกนี้แน่แน่ พวกเราพากันเดินตามเขาไป จนถึงรถบัส ไม่ใหญ่นักสี น้ำตาล คาดด้วยสีม่วง เขียว เหลือ ถ้าจำไม่ผิด นะ คนขับรถอายุค่อนข้างแก่ผมขาวหมดแล้ว แต่ท่าทางใจดี ทุกคนดุท่างทางอิดโรยเต็มที่ แต่เท่าที่จำได้ตอนนั้นยังเพิ่งรุ่งเช้าใหม่ๆ เท่านั้น เรานั่งรถผ่านทุ่งหญ้าสีเหลือง บ้างเขียวบ้าง ผ่านภูเขาต้นไม่ใหญ่รายเรียง ผ่านทางด่วนซึ่งสะอาดหมดจด ต่างกับประเทศไทยโดยสิ้นเชิง และนั่งรถมาได้สักพักส่วนใหญ่ก็พล่อยหลับไป กระทั่ง คุณมูราซากิ ได้ ลุกขึ้นมาข้างหน้ารถบัสแล้วพูดว่า “ จากที่นี่ระยะทางเดินทาง ประมาณอีก 20 นาที จะถึง ที่พัก ที่บริษัท แต่ก่อนหน้านั้น เราจะแวะอำเภอเพื่อไปลงทะเบียนคนเข้าเมือง ก่อน” ฉันเริ่มรู้ว่าที่ฉันเริ่มจะใกล้จุดหมายที่เดินทางมาทุกทีทุกที อำเภอของประเทศญี่ปุ่นในเมืองชนบทก็ไม่ต่างจากประเมศเราเท่าไหร่ เป็นอาคารสีน้ำตาล อิฐ ข้างในอาคารก็สามารถมองได้ถึงความเก่าแก่ของตึกได้เป็นอย่างดี แต่ที่แตกต่างจากของไทยก็คือ ความสะอาดสะอาน และ ตรงที่ลงทะเบียนชาวต่างดาว นั้นมีแต่ทั้งฝรั่งตาน้ำขาว ทั้งนั้น มีกระเหรี่ยชาวไทยก็พวกเรานี่แหละ อากาศที่เย็นสบายเหมือนอยู่ในห้องแอร์ตลอดเวลา ทั้งที่แทบไม่ได้เปิดแอร์เลย พนักงานที่อำเภอทั้งผู้หญิงผูชาย(หน้าตาญี่ปุ่นจ๊า) ยิ้มแย้มบริการพวกเราอย่างเป็นกันเอง ไม่เหมือนประเทศไทยเลยสักนิด ทุกคนมีความตั้งใจในงานบริการ แต่ตัวสบายๆ  เมื่อเราลงทะเบียนเรียบร้อย เราก็เรียงแถวกันขึ้นรถบัสอีกครั้ง อีกไม่ถึง 15นาทีต่อมาเราก็ถึงที่พักหอพักเป็น ตึกค่อนข้างเก่า 4 ชั้น สีน้ำตาล จะอ่อนก็ไม่อ่อน จะเข้มก็ไม่เข้า ข้างหน้าตึกมีแปรงให้ปลูกผักได้เล็กๆ ทั้งสองข้างของตึก ลมเย็นนผัดผ่านบางเบา  ประตูทางเข้าเป็นประตูกระจกสีชาบานใหญ่ที่ต้องใส่ รหัสเข้าทุกครั้ง ข้างๆประตุกระจกนั้น มีห้องนอนเล็กๆของผู้คุมหอผู้ชายวัยเลยกลางคนมาแล้วคอยเฝ้าอยู่   ประตูกระจกบานใหญ่ที่ปกติแล้วจะเปิดเพียงข้างเดียว  แต่วันนี้ข้างของที่ขนมาจะอยู่กันเป็นปี เป็นเดือน แล้วจึงจำเป็นต้องเปิดประตูทั้งหมด และขนของขึ้นข้างบนกันอย่างทุลักทุเล ชั้น1 ของหอพักจะเป็น โรงอาหารซึ่งไม่กว้างเท่าไหร่ กระทัดรัดพอจะอยู่กันได้ประมาณ 25- 30คนกำลังดี ชั้นสองเป็นชั้นของ ผู้ชายไทย ชั้นสามเป็นของผู้ชายญี่ปุ่นที่ บ้านอยู่ไกลบ้างที่เพิ่งเข้ามาทำงานบ้าง ส่วนชั้นของสาวๆชั้น 4เลย ที่นี่ไม่มีลิฟท์ หรอก นะ มีแต่ลิฟท์ตีน ซิงตีนคับเดินอย่างเดียว ทุกคนต่างขนของไปที่ห้องตามที่ได้รับกุญแจจาก คุณลุงที่คุ้มหอ เมื่อเปิดหระตูเข้าห้อง ฉันต้องตกใจนิดหน่อยที่ห้องพักมีขนาดเล็กมาก กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 3-4 เมตรได้ เล็กมาก หากเปิดประตูกระจกออกไป จะมีระเบียงรวมทางเล็กๆ ยาว ภายในห้องนอกจากจะรู้สึกแคบแล้วยังมีโต๊ะเขียนหนังสือ เก้าอี้เลื่อนได้ มีพนักผิง ตู้เสื้อผ้า เตียง ที่ข้างล่างที่นอนมีลิ้นนชักยาวเท่าตัวที่นอนไว้ใส่ของได้อีก พื้นห้องเป็นไม้ที่เคลือบแลคเกอร์ ซึ่งสร้างกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติได้เป็นอย่างดี    ฉันได้อยู่ห้องมุมซึ่งมีขนาดกว้างกว่าเพื่อนเล็กน้อย เนื่องจากว่าต้องอยู่นานกว่าคนอื่น ข้างๆห้องเป็นบันไดหนีไฟ ฝาพนังห้องเป็นคล้ายๆ กับฟ่า ไม่ค่อยเก็บเสียงทำอะไรห้องข้างๆ ก็ได้ยินหมด มีเวลาไม่นานนักที่จะพินิจพิจรณาห้อง เพราะเราต้องเปลี่ยนชุดทำงานของที่นั่นเพื่อไปรายงานตัวที่บริษัท ในช่วงเวลาก่อน 11 โมง เราเปลี่ยนชุดทำงานที่ทางผู้คุ้มหอแจกให้ และเดินเข้าไปในบริษัท ที่อยู่ติดกับหอพัก มีเพียงถนนเส้นเล็กๆ  กั้นทางแค่นั้น พวกเราเดินผ่านเข้าไปในศูนย์สำหรับสอนภาษาญี่ปุ่นของบริษัท พร้อมๆ กับ คุณมูราซากิ ผู้ที่มารับเราที่สนามบินและ เป็นอาจารย์ที่จะสอนภาษาให้เรา เพื่อรายงานตัวกับ คุณนาคามูระ (เป็นหัวหน้าอาจารย์มูราซากิ) เมื่อเสร็จการายงานตัวแล้ว อาจารย์ได้ พาเราไปกินข้าวที่โรงอาหารของบริษัท ซึ่งอยู่ใต้ตึกที่เราไปรายงานตัวโรงอาหารของที่บริษัททางเข้าเป็นประตูไฟฟ้าเปิดปิดเอง ข้างในโรงอาหารมีขนาดพอประมาณจุได้น่าจะประมา 300-500 คน โต๊ะยาวสีขาวขุ่นๆ พร้อใด้วยเก้าอี้เบาะที่ฟ้าอ่อน ขาสีขาว เรียงรายเป็นแถว จัดแยกชั้นอาหารเป็นสัดส่วนอย่างง่ายๆ ที่ท้ายโรงอาหารมีภาพวาดกราฟฟิก สีน้ำเงินสดไล่สีลาร่าน สวยไปอีกแบบเหมือนกัน เราเดินเข้ามาในขณะที่บริษัทยังไม่พักเที่ยง ไฟสีส้มจางๆอ่อนๆ  ทำให้โรงอาหารดูหรู สะอาดขึ้นมาถนัดตา ผิดกับโรงอาหารของหอพักอย่างสิ้นเชิง และนั่นเป็นอาหารมื้อแรกที่ได้ลิ้มชิมรสที่ญี่ปุ่น ที่สำคัญมื้อแรกฟรี อิอิอิ อาหารเบ็นโต เป็นปิ่นโตญี่ปุ่นที่มีอาหารหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ปลาซาปะ ไข่ตุ่น ทาโกยากิ พอให้เราได้อิ่ม เมื่อเรากินข้าวเสร็จเราก็ต้องเอาภาชนะทุกอย่างที่เรา ทานไปใส่ตะแกงที่มีแม่บ้านหน้าตาญี่ปุ่นจ๊า รอล้างอยู่ อย่าคิดนะคะว่าเข้าจะอลุมอะล้วยคุณ แม่บ้านวัยประมาณ 45 จะแปลงร่างกล้ายเป็นเสือโคร่งได้ทันที หากคุณเอาภาชนะใส่ตะแกงผิด ญี่ปุ่นนะค่อนข้างโรคจิต(มากกก เน้นมากก) ความเจ้าระเบียบแบบแผนที่ว่างไว้ หากทำผิดแผนที่วางไว้จะก็จะเกิดอารมณ์ หงุดหงิดได้ง่ายคล้ายกำลังมีประจำเดือนซะงั้น ตอนนั้นยังดีที่ฟังไม่ค่อยออกเท่าไหร่พูดอะไรก็พูดเลยเต็มที่ซิม ไม่รู้เรื่องหรอกจ๊า พอผ่านมรสุมบรรดาซิมทั้งหลายมาได้ เราก็มานั่งรอที่ห้องเรียน อาจารย์มูราซากิ (เรียกสั้นๆว่า น้ามู) ก็เข้ามาอธิบายเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ โดนการวาดรูปด้วย ไปพร้อมๆ กับใช้ภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ และภาษามือ ท่าทางน้ามูคล้ายๆตัวการ์ตูนตลกที่พยายาม ให้เราเข้าใจความหมายของเขา คร่าวๆที่เข้าใจก็คือว่า เราต้องมีเวลาออกเข้าหอพักเป็นเวลา ห้ามเข้าหอพักเกิน สี่ทุ่มของทุกวัน ต้องโทรหาคุณลุง ojisan ที่คุ้มหอ เพื่อกล่าว โยซุมินาไซ (ราตรีสัสดิ์) ทุกวันตั้งแต่เวลา 2ทุ่ม- 4 ทุ่มเพื่อยืนยันว่า ตัวเองอยู่หอพักอยู่ไม่ได้หายไปไหน  ตอนเช้าต้องมาออกกำลังกาย และตอกบัตรก่อน 8 โมงเช้า ช่วงแรกเรียน ตั้งแต่ 8 โมง-10 โมง เรียนคันจิ 10โมง-12.00 น เรียน เกี่ยวกับไวยากรณ์ 13.00-15.00 ฟังเทป ฝึกทักษะการพูด 15.00-1700 น เขียนเรียงความ และอ่านหน้าชั้น พอผ่านสามเดือนเราก็จะได้เข้าแผนกช่วงบ่าย สำหรับคนที่ภาษาญี่ปุ่นสามารถสื่อสารได้เท่านั้น  5โมงเย็น น้ามูก็ให้เรากลับหอพักได้ แต่ก่อนกลับได้แจกบัตรตอกและให้เราตอกบัตรละเดินกลับหอพักกัน เมื่อทุกคนกลับไปถึงหอก็เจอกับรุ่นพี่ที่อยู่ก่อนแล้วสองคน พี่กาน กับ พี่หน่อย แนะนำสำหรับคนที่อยาก จะโทรศัพท์กลับบ้าน ให้ไปซื้อกราด์ได้ที่ร้านมินิมาท ข้างบริษัท ทุกคนเดินแถวกันไปซื้อบัตรโทรศัพท์ และมาโทรที่ตู้โทรสัพท์เครื่องเดียวที่สามารถโทรได้ข้างหน้าบริษัท ทุกคนไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่หรอกที่ได้มาต่างประเทศและยืนอยู่บนดินแดนปลาดิบ แต่กระวนกระวายคิดถึงบ้านมากกว่า อยากติดต่อคนที่บ้านว่าถึงแล้ว พี่หน่อยเดินมาสอนวิธีการโทรที่หน้าบริษัท หลายคนเมื่อได้คุยกับทางบ้านก็ดูโล่งอกขึ้นมาทันที ฉันก็ไม่ต่างจากคนอื่น โทรไปหาคิวแต่ไม่ติด โทรไปหาพ่อ แม่ ว่าถึงแล้ว ก้อุ่นใจที่เรายังได้ยินเสียงท่านได้  แต่ยังไงก็แล้วแต่ต้องเดินคอตกกลับหอพัก เพราะโทรหาคิวไม่ติด โทรเท่าไหร่ก็ไม่ติดพี่กาน ได้เตรียมทำกับข้าวไว้เลี้ยงรับรุ่นน้องที่มาเรียบร้อย และได้วันนี้เราเลยไม่ต้องทำกับข้าวกัน ทุกคนยังใหม่ๆอยู่ ไม่ค่อยจะกระดี้กระด๊าเท่าไหร่ ด้วยความอิดโรยด้วยละมั้ง พี่นิดแจงกฎระเบียบต่างๆของหอ ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ต้องมีเวรทำความสะอาดห้องน้ำตอน 9โมง ให้จับฉลาก เลือกเวรกัน ตอนเย็นต้องมีเวรทำความสะอาดโรงอาหารโดยแยกกันเป็นกลุ่มๆ ในโรงอาหารจะมีชั้นใส่อาหารและตู้เย็นเก่า บ้างใหม่บ้าง ให้เลือกกันจับจองฉันกับเพื่อนสาว 4 คน ก็เลือก ล๊อคและเลือกตู้เย็นกันเรียบร้อย หลังจากนั้น เมื่อปาร์ตี้จบลง เราก็เดินแถวขึ้นไปนอน ก่อนนอนก็ไม่ลืมที่จะกล่าว โอยาซุมินาไซ ด้วยท่าทีมึนเมาเมานิดๆ กับ คุณลุงคนคุ้มหอ ฉันค่อยๆเดินขึ้นบันไดไปชั้นสี่ ระหว่างนั้นใจก็คิดว่านี่เราอยู่ที่ญี่ป่นนะเนี่ยห่างจากประเทศไทยกี่พันกีโลก็ไม่รู้ ไม่ใช่แค่เชียงใหม่ หรือ กระบี่ ภูเก็ต และ ฉันต้องไม่เจอครอบครัว คนรัก อีก ตั้ง สองปีเนี่ยนะ หนาวเลย ช่วงนั้นหวิว ใจสั่นๆ ไงไม่รู้ ฉันแลกเงินมา 4 มัง ถ้าเป็น เงินไทยก็ ประมาณหมื่นสอง สิ่งที่อยากได้ที่สุดตอนนั้นก้คือมือถือจะทำไงดี ถึงจะได้ซื้อมัน ฉันอยากได้ยินเสียงคิวใจจะขาดอยู่แล้ว ฉันไม่เคยห่างกันขนาดนั้น  และตอนนี้เขาสบายดีหรือเปล่า เข้าต้องเป็นห่วงฉันแน่ๆ แล้วตอนนี้ทำอะไรอยู่ จากที่เคยเจอกันตลอด เราจะไม่ได้เจอกันเป็นปีเลย แล้วเขาจะลืมฉันไหม คิดพล่างเดินเหม่อลอยฉันเดินเข้ามาในห้องมองของรอบๆตัว ที่ห้องนี้ฉันต้องอยู่ห้องนี้ไปอีกเป็นปีปี เลยนะ ฉันเริ่มพนิจห้องของตัวเอง ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว เปิดประตูเข้ามาทางซ้ายมือ มีตู้เสื้อผ้าใบเล็กพอประมาณสีไม้อ่อน สีเดียวกับที่พื้น ติดกันกับข้างตู้เสื้อผ้าเป็นเตียงนอนของฉันเอง เตียงไม้เรียบๆสีน้ำตาลเล็กๆ  และโต๊ะหนังสือที่แนบสนิทกับหัวเตียง พื้นที่ใช้สอยของห้องนี้ช่างเหมาะเจาะกระทัดรัดเสียนี่กระไร เนื้อที่ติดข้างฝาด้านซ้ายไม่มีพื้นที่ว่างระหว่างตู้ เตียงและโต๊ะเขียนหนังสือเลยแม่แต่นิดเดียว ข้างโต๊ะหนังสือ เป็นประตูกระจกฟ่าเลื่อน สามารถเปิดออกไปนอกระเบียงได้ ส่วนด้านขาวของห้องมีพื้นที่ว่างเล็กน้อยพอนั่งคุยกันได้ 3-4 คน  ฉันเริ่มเก็บสัมภาระ จากระเป๋า ไม่ว่าจะเป็นม่าม่า 3 กล่องใหญ่ที่ยัดมา น้ำพริก หมูหยอง อาหารแห้งที่พอจะเก็บได้นาน รวมไปถึงขนมหวานสำเร็จ ลงลิ้นชัดใต้เตียงไม้สีน้ำตาลเข้ม ที่นอนสีขาวมีที่รองที่นอนนิ่มๆ หนึ่งชั้นก่อนจะคลุ่มด้วย ผ้าปูสีขาว ทุกคนได้ได้ผ้าหม่ สองผื่น ผื่นแรกจะเป็นคล้ายๆกลึ่งๆ ผ้าคลุ่มเตียง เป็นกำมะหยี่ แต่ละห้องสีแตกต่างกัน ของฉันได้ผ้ากำมะหยี่แบบ สีม่วง ลายสก๊อตสีชมพู่อ่อน คาด ดำขาว ลายค่อนข้างเรียบแต่ คลาสิกไม่น้อย ฉันเอาผ้าผื่นนั้นปูทับที่นอน อีกชั้น ผ้านวมใหญ่อีผืนใช้เป็นทั้งผ้าหม่ และผ้าคลุมเตียง เฮ้อ นี่เรามาอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วหรือนี่ ครั้งแรกเลยที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว จริงๆ จะเป็นอย่างไงกันนะ นั่งเหม่อ ลอยคิดอะไรอยู่พักใหญ่ ก่อนหยิบชุดคลุมอาบน้ำ สีน้ำเงินเข้ม อุปการณ์ที่เตรียมมาสำหรับอาบน้ำใส่ ตระกร้าสีเขียวอ่อนใบเล็ก กลางๆ สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ครีมผอกหน้า นั่งเออละเหย ลอยช่าย อยู่พักใหญ่ ก่อนจะได้ยินเสียงเพื่อนข้างห้อง “ห้องน้ำไม่มีประตู ปิดวะ ซิน ซินนนน ทำไรอยู่ไปอาบน้ำกัน” ฉันเปลี่ยนชุดคลุมเรียบร้อยก็เดินออกไป พร้อมตระกร้าอาบน้ำ ห้องน้ำรวมของผู้หญิงล้วนถัดจากห้องของฉันมาเพียง สี่ห้องก็เจอห้องน้ำ คงจะเหมือนๆ กันกับหอพักทั่วไปละมั้ง แต่ฉันไม่เคยอยู่หอมาก่อน ก็เลยไม่ชิน แต่ห้องอาบน้ำไม่มีประตูปิด มีแต่ผ้าม่านบางๆ สีขาวบ้าไปแล้ววว งงเวอร์ !!!!! ชั้นเรามีเครื่อง ซักผ้า 4เครื่อง เครื่งอบแห้ง 2เครื่อง เครื่องซักผ้า 4เครื่อง ตั้งเรียง 2 ต่อ 2อยู่ติดกับพื้นหน้าห้องน้ำ แต่เครื่องอบ เป็นติอยู่กับฝาพนังด้านบน มองจากทางเดิน ด้านขาวจะเป็นห้องน้ำที่เป็นชักโครก แบบนั่ง4ห้อง ด้านซ้ายเป็นห้องอาบน้ำโดยเฉพาะ สี่ห้อง ตรงกลางระหว่างสองด้าน มีที่ล้างหน้า แปรงฟัน ทีสองด้านกั้นโดยกระจก ก๊อกน้ำน่าจะมีประมาณด้านละ 7 ก๊อกได้ นะ ตรงกลางระหว่างสองด้านใต้กระจก มีที่วางตระกร้าของใครของมัน ได้พอดีเพื่อนที่มาด้วยกันสี่ คน เริ่มแปรงฟันพร้อมๆกัน ฉันยังเขินๆ ที่ต้องใส่ชุดคลุมอาบน้ำ โดยที่ข้างในไม่ได้ใส่อารัยเลย มายืนแปรงฟันกับเพื่อนที่ยังไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่  หวิวๆ ยังไงไม่รู้ แปรงฟันล้างหน้าเสร็จแล้ว ก็ถึงคราวอาบน้ำ ห้องอาบน้ำ ก็คล้ายๆกับห้องอาบน้ำของสระว่ายน้ำเล็กๆ พื้นที่แคบๆ ตรงกลางทางเดินสูงจากพื้นที่อาบน้ำทั้ง 4ด้านประมาณ 2นิ้ว มีม่ายพลาสติกสีขาวอมเหลืองขุ่นๆ  พื้นห้องน้ำเป็นกระเบื้องสีน้ำตาลแก่แก่ เก่าๆ เราต่างแยกย้ายไปตามห้องที่มีอยู่ เมื่อฉันถอดเสื้อคลุมอาบน้ำออก ก็เริ่มมองที่วางสบู่ไม่มี ไม่มีอะไรเลย นอก จากฝักบัว จะอาบยังไงละเนี่ย ที่เปิดฝักบัวแบบสองก๊อก ร้อน กับเย็น ครั้งแรกไม่ค่อยค้นเท่าไหร่ เปิด เย็นก่อน แล้วก็เปิดร้อน ซักพัก “อ่า+++”ฉันร้องเสียงหลง  อยู่ๆ น้ำก็ร้อน ขึ้นมามากเหมือนน้ำต้ม ลวก ไปทั้งตัวกว่าจะปรับได้ ปล้ำกับก๊อกอยู่นานสองนาน   เนี่ยแหละน๊า ต่างประเทศมีอะไรแปลกๆ ไม่เหมือนเมืองไทย มีน้ำร้อนขนาดเนี่ยไม่ต้องต้มน้ำก็ได้นะเนี่ย กว่าจะอาบน้ำเสร็จก็ปาเข้าไปหลายทุ่มแล้ว ฉันเข้าห้องเปลี่ยนชุดนอน สีน้ำเงินลายทางของผู้ชาย ก่อนนั่งจัดโต๊ะหนังสืออยู่แป๊บหนึ่ง ก่อนหันหบังไปเปิด ทีวี ที่อยู่ด้านหลังเก้าอี้อ่านหนังสือ ไม่มีรายการไหนเลยที่พูดภาษาไทยแล้วจะฟังรู้เรื่องไหมเนี่ย ฉันจะบ้ารึไง นี่ประเทศญี่ปุ่นนะ ง่วงแล้วนอนดีกว่าพรุ่งนี้ต้องไปเรียนอีก ปิดไฟ แล้วแต่ประตูกระจกมีแสงรอดเข้ามา ทำให้สว่างอยู่ ฉันเอื้อมมือไปดึงม่านสีน้ำตาลอ่อนมาปิดไว้ ตึงผ้าม่านด้วยหมุดที่ค้างอยู่ผนัง ผนังที่ญี่ปุ่นดีอย่างนึ่งคือ อ่อนนิ่มสามารถปักหมุดลงไปได้ ทำให้สามารถแขวนอะไรก็ได้ เจ๋งโคตร 

ฉันไห้วพระแล้วก็เริ่มนอน นอนเท่าไหร่ก็นอนไม่หลับ ฉันตัดสินใจลุกขึ้นมาจากผ้าหม่ เปิดประตูห้อง ใส่เสื้อคลุมอีกตัวอย่างรวดเร็ว เดินออกจากหอพักอากาศหนาวเหมือนกันนะเนี่ย ท้องฟ้ามืดสนิท เห็นดาวชัดเจน ฉันข้ามที่จอดรถของบริษัทแล้วก็เดินไป หน้าบริษัท ไปโทรหาคิวอีกครั้ง คราวนี้คิวรับสายฉันแล้วแหละเพียงแค่ได้ยินเสียงคิวพูดว่า ”เออ” น้ำตาก็ล้นเออขึ้นมา ฉันก็รู้สึกดีใจบอกไม่ถูก เขายังอยู่ ฉันได้ยินเสียงเขาได้อยู่ สบายดีนะคิว ฉันอาจไม่ได้อยู่ข้างๆ เหมือนที่ผ่านมา แต่ใจไม่เคยห่างตัวเธอเลยนะคิว เราคุยกันได้ไม่นานเพราะคุยไป ฉันก็น้ำตาร่วงพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่  แต่ก็สบายใจแล้วแหละ พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้สิน่ะ แต่วันนี้นอนหลับแล้วแหละ ฉันเดินกลับหอพักด้วยรอยยิ้มเล็กๆ  อุ่นใจว่าอยากน้อยก็ติดต่อคิวได้แล้ว ชั้นเดิผ่านประตูหอพัก กดรหัสผ่านที่จดโน๊ตเอาไว้ ในกระเป๋าตังค์ เดินขึ้นบันได ไปชั้น 4 ขณะที่มีผู้ชายญี่ปุ่นเดินถือ ผ้าเช็ดตัว เหมือนว่าจะลงมาอาบน้ำ เมื่อเขาเห็นว่ามีคนกำลังเดินขึ้นบันได ก็ทำท่าทางชะงัก เหมือนตกใจ เขาเดินฉากหลบมาอีกด้านหนึ่งของบันได เพื่อให้เหลือที่กว้างพอที่ฉันจะเดินได้ ท่าทางพะว้าพะวงเหมือนว่าฉันเป็นอาจารย์ใหญ่ไงงั้นเลย555 (แต่ดูแล้วเนื้อที่ที่เค้าเว้นให้ น่าจะเดินผ่านได้สัก 5คนขึ้นนะเนี่ย) ดูแล้วคนญี่ปุ่นค่อนข้างขี้เกรงใจ ท่าทีกล้าๆกลัวๆ ขาดความเป็นผู้นำซะส่วนใหญ่ ของเด็กหนุ่มที่หอพัก ทำให้ภาพที่ฉันเคยมองว่าหนุ่มญี่ปุ่นต้องเฟี้ยว ซ่าส์ หมดไป ทันทีทันใด ฉันตื่อนขึ้นมาเช้าวันใหม่เพื่อนทุกคนมีอาการเร่งรีบ เพื่อที่จะอาบน้ำเตรียมตัว ไปที่ทำงานเพื่อเริ่มเรียน แต่ฉันค่อยๆเยื้องยาดออกมา จากห้องด้วยท่าที ง่วงเงี่ยว ฝันไปเถอะว่าฉันจะอาบน้ำ อากาศเย็นพอเหมาะ ไม่ได้สร้างเหงื่อซะหน่อย เมื่อคืนก็อาบน้ำไปแล้วด้วย ฉันค่อยๆ แปรงฟัน ล้างหน้า แล้วก็เดินเข้าห้องเปลี่ยนชุด ได้ยินเสียงแววๆ มาจากข้างห้อง “ซินลงไปก่อนนะ ต้องไปเตรียมกับข้าว” เอออออออออออออ ฉันต้องกินข้าวกับเพื่อน 4คน ที่จักกลุ่มกันมา ฉันต้องช่วยเขาเตรียมอะไรบ้างเนี่ย เริ่มจะต้องคิดถึงส่วนรวมให้มากขึ้นแล้วนะเนี่ยไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แล้วนะซิน ฉันรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งหน้าบางๆ พร้อมพร่มน้ำหอม กลิ่นที่ใช้ประจำนิดหน่อย ก่อนเดินจากห้องออกมา เดินลงบันได มาชั้นล่างสุดเดินผ่านห้องคุณลุงที่คุมหอ เปิดประตูเข้ามาในโรงอาหาร โต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 โต๊ะ 5 แถวเรียงราย ด้านขวามือเป็น มีตู้เย็นใหญ่สองตู้ ห้องครัวไว้ทำกับข้าว มีเตาแก๊สทั้งหมดประมาณ 2ต่อ 1เตา ใหญ่ ทั้งหมด 6เตา พร้อมที่ดูด ควัน ระหว่างแต่ละเตาใหญ่ มีที่ล้างจานด้านละ สอง ฉันเข้ามาใน้ห้องครัวพร้อมได้กลิ่นควันหอมฉุย  เพื่อนทุกคนเตรียมตัวกินข้าวกันแล้ว บ้างก็ทอดไข่ บ้างก็เจียว ไข่ทอดหมู กลุ่มฉันมีสี่คน ทุกคนแก่กว่าฉัน  พี่วิ พี่ลิ่น พี่ดา รวมฉันด้วยเป็นสี่คน “น้องซินมาพอดีเลย พี่ลิ่นกะพี่ดา กำลังทอดไข่ น้องซิน มาชงกาแฟกับ พี่วิ เอ้าหยิบจาน ช้อนมา 4 ใบนะ” ฉันก็เริ่มเข้าใจว่าทุกอย่างต้องอยู่กันอย่างท้อยทีท้อยอาศัย ฉันหยิบอุปกรณ์ ต่างๆ เตรียม สำหรับ เรียบร้อย พี่วิ ชงกาแฟ พร้อมรินน้ำ ทันใดนั้น พี่ลิ่น กับ พี่ดา ก็เดิน ถืออาหารมาว่างตรงกลาง แหม พร้อมที่จะรับประทานกันแล้ว เอา กิน เวลาเริ่มเดิน เราเริ่มคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้กัน กินข้าวเส็รจ หน้าที่ล้างจาน เราช่วยกันล้าง ฉันล้างน้ำยา พี่วิล้างน้ำเปล่า พี่ลิ่น กับ พี่ดา เอาจานไปเก็บ กลุ่มอื่นก้ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ยกเว้นกลุ่มผู้ชายที่จะง่ายๆ กว่ากัน กเสร็จสิ้นทุกอย่าง ก็เดินแถวไปที่บริษัท เราเดินผ่านด้านข้างไปที่ศูนย์สอนภาษาญี่ปุ่น  กินข้าวเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาดูดบุหรี่ ฉันกะเพื่อนผู้ชายที่ มาจากเครื่อค่ายบริษัท ก็มาสุ่ม ดูบุหรี่กันในที่ให้ดูด ได้ แล้วก็เดินเข้ามาในห้อง น้ามูเดินมาตามเราไปออก กำลังกาย ท่าออก กำลังกายสุดแสนจะเห้ย และตลก ที่น้ามูเต้นนำพวกเรา ทำให้ คนประมาณ 17 คนที่มาอยู่รวมกัน ขำกลิ้งแต่ก็ต้องทำตามมันเป็นกฎอะนะ พื้นที่สำหรับออกกำลังกายไม่ก้วางเท่าหรอยู่ข้างๆกับห้องเรียนนั่นแหละ เมื่อออกกำลังกายเสร็จเราก็เริ่มเรียนคันจิ กับน้ามู ที่สอนด้วยท่าทีจริงจัง แต่ด้วยอุปนิสัยที่คล้ายตัวตลก ทำให้เพื่อนๆ หัวเราะได้ตลอด ไม่ค่อยเครียดกันเท่าไหร่ แต่ช่วง 10โมง-11โมง ค่อนข้างเครียด อาจารย์ ผู้หญิง อายุประมาณ 40 ผอมๆ ผมม้าสั้นๆ  ใส่แว่นตา  เราเรียกเธอว่าอาจารย์ แม่ถ้าเวลาเธอสอนแล้วเราไม่ฟังจะมีอาการ ลมออกหู คล้ายๆ กับลมบ้าหมูอิอิ อย่างไงอย่างงั้น  เธอจริงจังกํบการสอนมาก พยยามเอาใจใส่ลูกสิทธ์ ทุกคน แต่อย่าคิดจะพูดเล่นกับเธอ เธอจริงจังกับทุกเรื่อง แล้ววันเวลาก็ผ่านไปด้วยการตั้งใจเรียน ฉันเปลี่ยนเป็นคนละจริงจังกับการเรียน  ปรับตัวให้เข้ากับพี่พี่ที่มาด้วยกัน ทุกวันสาร์อาทิตย์ เราก็จะปั่นจักรยานที่ทางบริษัทมีไว้ให้คนละคัน ไปตามถนนเฉพาะสำหรับจักรยาน เมืองที่อยู่ในชนบทของญี่ปุ่น ก็ยังดูทันสมัย อากาศสดใส ปั่นจักรยานได้ทั้งวันไม่มีเหนื่อยเลย ฉันไปเที่ยวเล่นตามสถานที่ต่างๆ ซื้อของใช้ของกิน ในวันหยุด ชีวิตที่ดูเรียบง่าย แต่ทำไมถึงดูอิสระและ มีความสุขขนาดนี้ อาจเพราะว่าฉันถูกกะเกณท์จากคิวมาตลอด แต่วันนี้ฉันอยากจะไปไหนก็ไปได้อยากซื้ออะไรก็ ซื้อโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก ในเมืองที่คล้ายเมืองในฝันแห่งนี้ ฉันมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่นี่อย่างมาก วันธรรมดา ก็เรียนหนังสือ ตกเย็นวันไหนครึมอกครึม ใจก็ไปกินข้าวข้างนอกกับพี่ๆ วันเกิดของเราก็ไป ฉลองกันตามร้านอาหารที่ไม่ค่อยแพงเท่าไหร่  แต่ความรู้สึกพิเศษก็ไม่ได้แตกต่างไปจาก การที่ได้ฉลองพร้อมคนรู้ใจเลย บ้างวันก็ปั่นจักรยามไปกินราเมน ที่ ใกล้ๆ กะ ยาสุบุง (ร้านขายกับข้าว ผักสด เนื้อแช่แข็ง เหล้า) ร้านราคาแบบ กดเลือกรายการเอาเอง ที่ตู้กด จ่ายเงินเรียบร้อบ เสร็จแล้วก็ มายื่นตั๋วสั่งเอง แล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะเลย เด้วก็มาเสริฟ์ เรียบร้อย ช่วงแรก ก็คะคะ เขินๆ แต่เด้วก็ชิน ร้านนี้ เสียงดังมากเลย เวลาลูกค้ากลับ กะ เข้า มานะ ได้ยินแล้วนึกว่าจะฆ่ากันซะงั้น 555บ้างทีก็ ไปกิน ที่ร้าน โยชิโนะ ยะ เป็นร้าน ข้าวหน้า เนื้อ หน้า หมู ที่อร่อยมากๆ อยากกินอีก ไม่แพงด้วย มีขิงใส่กล่องให้ต่างหาก แล้วก็มีสลัด แบบว่าน้ำ สลัด อร่อยมาก อะ สุดๆ เวลาไปกินแต่ละครั้งพนักงานก็จะมาถาม อะไร ก็ไม่รู้ ช่วงแรก ชี้เลย รูปนี้รูป นี้  แต่ก็ยังจะถามรายละเอียด อีก ไม่รู้ทำไง อาไงดี เอาแบบ ธรรมดา ๆ เลยภาษามือ ด้วยภาษาใจด้วย มั่วไปเลย 55 ++ อธิบายเท่าไรก็ไม่เข้าใจ แต่ก็สนุกดี นะ คนญี่ปุ่นจะใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาก ฉะนั้น ร้านอาหารจะพิถีพิถันมากกับรายละเอียดทุกอย่าง เรื่องกินนะ ที่ญี่ปุ่นอาหารการกินนะ เยอะ สุดๆ อร่อยๆ ทั้งนั้นยิ่งเค้ก นะไม่ ต้องสืบ เรียกว่าไม่เคยกินเค็กที่รสชาติดีขนาดนี้มาก่อน แบบนุ่มมาก สตอเบอรรี่ เป็น สตอเบอรี่ แต่จะให้ดีต้องกินที่ญี่ปุ่นนะ ตอนหนาวๆ เนี่ยสุดยอดเลย กลับมาแถมน้ำหนัก ด้วย 10 โล ช่วงหน้าหนาวสุดจะบรรยาย มานช่างเป็นช่วงเวลาอันโอชะ จิงๆ จะพูดว่าไงดี ตอนเลิกงานปุ๊บ รีบกลับเรียว เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ขี่จักรยานคู่หูไปยังมินิมาท ซะคูเค เพื่อเลือกซื้เค้กมากมาย ที่วางเรียงอยู่ทุกครั้งที่เข้าไปฉันเหมือนตกอยู่ใน พวังของขนมต่างๆนานา ฉันหยิบตระกร้าพร้อมทั้ง คล้ายๆกับร่างกายค่อยๆ ลอยเข้าไปใกล้ๆ ขนมเหล่านั้นเองเหมือนต้องมนต์ หยิบขนมอย่างมีความสุข ทีละชิ้นที่ละชิ้น แต่แล้วต้องสะดุ้งออกจากพวังทุกครั้งที่จ่ายเงิน อะไร เต็มตระกร้าไปหมด เกือบทุกอย่างที่ว่างที่ชั้นขาย ยัยซินกวาดเรียบ แต่เงินในกระเป๋า ช่างน้อยนิด ไม่เข้ากันเลยเรื่องตระกละ ขอให้บอก ที่ที่ซินอยู่ค่อนข้างชนบท ร้านค้าก็ไม่ค่อยมากก็จริงแต่ มีร้านุปเฟตอยู่ร้านนึ่ง เป็นร้านที่เกี่ยวกับเนื้อย่างแต่เป็นปุฟเฟ่ต เสียเงิน  1800 เยน แล้ว ก็ สวาปามไปเลย เต็มที่ 2 ชม แล้วจะรีรอ จำได้วันนั้นเงินเดือนออกใหม่ๆ ก็ชวนพี่ๆ ไปกัน 4 คน เราปั่นไปถึงนะก็เช็คโปรโมชั่นหน้าร้าน ก่อน รับตั่ว แล้วก็เริ่มเลย เนื้อที่ทางร้านเอามาทำอาหาร เป็นเนื้อชั้นดีต่างจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง แม้ราคาจะไม่แพงแต่อาหารทุกอย่าง เป็นอาหารที่พิธีพิถันมาทั้งนั้น รวมไปถึงน้ำจิ๋ม ก็อร่อย มีของคาว หวาน พร้อม เมื่อเทียบหะโต๊ะอื่นแล้ว โต๊ะของฉันมีจานวางเรียนเป็นตับ และแลจะสก มากที่สุด กินเค๊ก ไป ตั้ง 8 ชิ้น และแล้ว ตอนออกจากร้าน ฉันแทบคลานออกมา เดินไม่ไหวแล้วกินไปเยอะขนาดนั้น ไม่ออกมาก็ไม่ได้เด้วโดนคิดเงินเพิ่ม นั่งเกินเวลาไม่ได้ ต้องกลั่นใจ ออกมานั่งอยู่หน้าร้าน เดินไม่รอดแล้ว ขึ้นจักรยานไม่ไหวแล้วจิงๆ ตอนรอ อาหารย่อยอยู่หน้าร้านตั้ง เกือบ 1/2 ชม เกือบตายเพราะความตรพกละ ละซะงั้นกว่าจะขึ้นจักรยานขี่กลับหอได้ เกือบตาย นึกว่าจะไม่รอด ซะแล้ว เข้าใจ หัวใจชูชกเลยจริง ....

Comment

Comment:

Tweet