ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้น                   กลางบ้านไม้สีชาวสองชั้น พื้นที่ห้องโถงเป็นลานกว้างพื้นที่รอบรอบบ้านล้วนลายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ ดูจากตัวบ้านภายนอกแล้วอาจจะสงบร่มรื่น แล อบอ้วนด้วยความอบอุ่น แต่เป็นธรรมดาที่โลกนี้มองเพียงแค่ด้านเดียว อาจไม่ถูกเสมอไป มองลึกลงไปในลูกบิดเล็กๆปิดของประตูไม้บานใหญ่ของบ้าน เด็กน้อย ตัวเล็ก ผมสั้นเกรียน เสมอ สวมชุดแซกสีหวานหวาน ขัดกับทรงผมสั้นเกรียนของเธออย่างสิ้นเชิง นั่งกอดเข่าด้วยแขนอันผอมบาง สายตาของเธอเหม่อลอยไปแสนไกล ไปนอกหน้าต่างบานสี่เหลี่ยมผืนผ้า แนวยาวตั้งเรียงราย เหมือนว่าชีวิตไร้สิ่งใดใด  แม้ว่าจะมีน้องชายตัวน้อย ที่นั่งไร้เหตุผลใดใด อยู่ข้างกาย อะไรเหรอที่สำคัญสำหรับการเดินทางแสนไกลในชีวิต คำถามที่ยังค้างคาในใจ วันใดเหรอจะได้คำตอบคืนกลับมาตอนเด็กบ่อยครั้งที่ฉันถูกมัดขาข้างหนึ่งเอาไว้กับเสาใดเสาหนึ่งของตัวบ้านกับน้องชายตัวน้อย ให้นั่งเล่นน้ำแข็งก้อนใหญ่มหึมา พร้อมกับพี่เลี้ยงหลายคน พ่อของฉันไปทำงาน แม่ไม่แน่ใจว่าไปไหน หลายครั้งที่จะะมีสาวสวยเดินมาหน้าบ้านถามหาพ่อ แต่ก็โดนพี่เลี้ยงของฉันตอกกลับไปทุกคน ครั้งนึ่งที่จำได้ติดตาแต่ภาพหล่อนในความทรงจำของฉันเป็นสีขาวดำ กึ่งเทา สาวสวยร่างสูงโปรงมีไฝที่ปาก เดินมาหน้าบ้าน ในขณะฉันกำลังห้อยโหน หน้าต่างหน้าบ้านเพื่อปีนให้ถึงต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน ร่มของเธอสีสดสวยดีแต่ฉันจำไม่ได้หรอกว่าสีอะไร “มีใครอยู่บ้าง ออกมาข้างหน้าบ้านหน่อย คุณผู้ชายไปไหน ไม่อยู่บ้านรึไง “เสียงแหลมแสบหูเด็กทโมนอย่างฉันอย่างแรง การแสดงจริตจะกร้านของเธอ บอกให้รู้ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาแน่แน่ แต่เธอก็ต้องสะอึ้กเหมือนหสำลักน้ำลายก้อนใหญ่ เมื่อสิ้นปลายเสียงของเธอ พี่เลี้ยงของฉันเดินออกมาพร้อมมีดอีโต้อันใหญ่จากหลังบ้าน” มาดู เร็วชาวบ้าน คนจะแย่งผัวชาวบ้าน หน้าด้าน มาตามผัวคนอื่นถึงบ้าน มามึงเข้ามารอ “ป้ามุกเสียงดังไม่แพ้กัน ในมือกำมีดอีโต้แน่น หากน้าไฝคนนี้เข้ามาสงสัยจะต้องมีข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เป็นแน่ สายตาป้ามุกบ่งบอกอาการคล้ายกับเคยแค้นเคืองกานมาก่อนแต่ชาติปางไหน หรืออาจจะเป็นเพราะความจงรักภักดีต่อแม่ของฉันที่เป็นเจ้านายก็เป็นไปได้ หลังจากวันนั้นพอค่ำลงฉันก็จะได้ยินเสียงโครมคราม ทะเลาะกันของพ่อกับแม่ บ่อยครั้งที่ฉันต้องตื่นมากกลางดึก เพื่อลุกขึ้นมาห้ามให้ท่านทะเลาะกัน และเพื่อไม่ให้น้องชายที่กำลังหลับปุ๋ยตื่นขึ้นมาฉันเดิกออกจากห้องมาทุกครั้งที่เริ่มได้ยินเสียงโครมคราม นั่งมองพ่อแม่ทะเลาะ กันอยู่ตรงบันไดสักพัก ก่อนที่จะเอ่ยปากห้าม “แม่พ่อเลิกทะเลาะกันได้แล้ว น้องนอนอยู่ “ ฉันจำไม่ได้หรอกนะว่าคำพูดของฉันหยุดอารมณ์อันพลุ่งพล่านของพ่อกับแม่ได้หรือไม่เพราะว่าฉันยังเด็กเกินไปที่จะจดจำทุกอย่าง ความทรงจำของฉันมันแล หายๆ จางๆ คล้ายควัน บุหรี่บางเบาฉันนี่แหละเป็นสาเหตุให้ความรักที่พ่อมีให้กับแม่จืดจางลง แม่มักจะพูดอย่างนั้นเสมอ “ซินลูกรู้ไหมว่าแม่รักลูกมากขนาดไหน ตอนที่ตั้งท้องลูกเลยไม่ได้ไปหาพ่อทำให้พ่อเจอผู้หญิงใหม่ เพราะว่าแม่ไม่ไปหาพ่อ พ่อเลยเจอคนใหม่” คำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่า การเกิดมาของฉันมันเหมือนจะเป็นสาเหตุของจุดจบของครอบครัวของตัวเอง มันดูดีใช่ไหมเหมือนเป็นเด็กซาตาน ที่เกิดมาเพื่อทำลายครอบครัวของตัวเองให้ย่อยยับไปกับมือฉันจึงคิดเสมอหากวันใดวันหนึ่งที่ฉันมีความรัก มีครอบครัว ฉันจะถนอมรักษาครอบครัวของฉัน สร้างมันขึ้นมาจากความอบอุ่นที่ฉันอยากจะได้รับ  แต่งเติมครอบครัวของฉันให้งดงาม รักคนคนดียวเท่านั้น และไม่มีทางจะเป็นมือที่สามของครอบครัวใคร แต่ความฝันในวัยเด็กน้อยมันก็เป็นได้แค่ความฝัน ความฝันกับความจริงมักจะต่างกันเสมอ คุณเชื่อไหม                   นานมาแล้วที่เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้ มีเวลาเปล่าเปลี่ยวเช่นนั้น แต่รอยร้าวจางๆยังคงค้างคาในบางอารมณ์ของความเหงาลึก อารมณ์นี้ใครๆ ก็คงเคยเจอละมั้ง ฉันโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อายุ ทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ให้กำเนิดเด็กชายตัวน้อย เมื่อไม่นานที่ผ่านมา แต่จริงๆฉันควรทำอะไรเหรอ น่าขำไหมที่มีคำถามนี้เกิดขึ้นย้อนไปเมื่อ10 ปีก่อนอายุ 16 เพิ่งโดนไล่ออกจากโรงเรียนชื่อดังในเมืองหลวง ที่ส่วนใหญ่มีแต่เด็กเรียนล้วน และย้ายมาอยู่ที่ชานเมือง ใครเลยจะเข้าใจชีวิตเด็กก๋ากั่นคนหนึ่งพ่อแม่ แยกทางครอบครัวแตกร้าว ใช้ชีวิตเรื่อยเปลี่อยมาตลอด 17 ปี ใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ ตบตี เที่ยวเตร่ดเตร่ไม่กลับบ้านทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา  ไม่ค่อยพูดกะใคร เชื่อไหมฉันเข้าโรงเรียนได้ไม่ถึง 5นาที ก็ร้อนร้น อยู่ไม่ได้ สนุกดีน่ะชีวิตมีเท่าไหร่เอาให้คุ้มกันไปกับที่ได้เกิดมา วันหนึ่งวันหนึ่งฉันคิดได้แค่นั้น ตกกลางคืนก็ตระเวนเที่ยวกลางคืนมันทุกคืนวัยรุ่นตอนต้นฉันขาดสติอย่างแรง ใครๆก็เรียกฉันว่า พี่ซิน แม้กระทั่งคนที่แก่กว่าฉันมากๆ ก็ตาม เพียงแค่ถูกสบตาเพียงนิดเดียว ก็ทำราวกับว่าเขาฆ่าคนในครอบครัวของฉันไปซะงั้น หลายครั้งที่ซัดหน้าคนอย่างไม่มีเหตุผล กระทืบคนอย่างไร้ความรู้สึก จิตใจที่เย็นชามันทำให้ฉันสนุกกับการมีเรื่องกับคนรอบข้าง  ฉันชอบความรุนแรงเข้าซะแล้ว และแล้วในที่สุดฉันก็ค้นพบหนทางการปลดปล่อย ฉันลงเรียนกีฬาการต่อสู้ ทุกครั้งที่อัดไปที่กระสอบทราย มันทำให้ฉันมีความสุข ตกเย็นก็เริ่มซ้อม วิ่งวันละ20-30รอบ ซิตอัพ วิดพื้น เตะต่อย กระสอบทราย หลายครั้งที่ได้แผลจากการซ้อม ฉันเรียนอยู่ 3 ปีเต็ม ก่อนที่จะถูกขอร้องให้เลิกเรียน เนื่องแม่จากทนเห็นแผลตามร่างกายองฉันไม่ไหว และหลังจากนั้นฉันก็เริ่มหาสิ่งที่ตรงข้ามกับกีฬาอีก จนกระทั่งโรงเรียนทนฉันไม่ไหวอีกต่อไป อาจารย์ใหญ่เรียกแม่ฉันเข้าพบหลายครั้งนับไม่ถ้วนจนทุกคนรู้จักหน้าแม่ของฉันเป็นอย่างดีไปแล้ว แต่คราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่แม่จะถูกเรียกมาโรงเรียนนี้เพราะฉัน “คุณแม่ครับทางโรงเรียนของเราต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถ รับเด็กคนนี้ไว้ในความดูแลอีกแล้ว เราเหลือทนกับพฤติกรรมที่กร้าวร้าวและผิดปกติทางอารมณ์ของเธอเต็มที ฉะนั้นเราจึงขอให้คุณแม่ช่วยหาโรงเรียนใหม่เพื่อย้ายเธอไปเรียนที่อื่น” แม่อ้อนวอนทั้งน้ำตาเพื่อที่จะให้ทางโรงเรียนยังคงรับฉันไว้ “อาจารย์คะซิน คงจะปรับตัวได้ ของโอกาสกับซินอีกครั้งนะคะ ขอร้องเถอะคะ”อาจารย์ชายคนหนึ่งพูดเสียงแข็งเหมือนเหลือทนกํบพฤติกรรมเด็กเหลือขออย่างฉัน ”ไม่ละครับเด็กอย่างนี้ให้อยู่โรงเรียนดีดีอย่างเราไป มีแต่จะกดให้เราตกต่ำ วันวันสร้างแต่เรื่องไม่เคยจะคิดเรื่องเรียน” “คงจะต้องขอโทษด้วยนะคะที่เราไม่สามารถรับซินให้เรียนต่อได้จริงๆ ทางอาจารย์ทุกท่านลงความคิดเห็นกันแล้ว “ อาจารย์ประจำชั้นสาวของฉันตัดบท ฉันนั่งนิ่งไร้ความรู้สึก ฉันไม่แม้กระทั่