ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้น                   กลางบ้านไม้สีชาวสองชั้น พื้นที่ห้องโถงเป็นลานกว้างพื้นที่รอบรอบบ้านล้วนลายรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ ดูจากตัวบ้านภายนอกแล้วอาจจะสงบร่มรื่น แล อบอ้วนด้วยความอบอุ่น แต่เป็นธรรมดาที่โลกนี้มองเพียงแค่ด้านเดียว อาจไม่ถูกเสมอไป มองลึกลงไปในลูกบิดเล็กๆปิดของประตูไม้บานใหญ่ของบ้าน เด็กน้อย ตัวเล็ก ผมสั้นเกรียน เสมอ สวมชุดแซกสีหวานหวาน ขัดกับทรงผมสั้นเกรียนของเธออย่างสิ้นเชิง นั่งกอดเข่าด้วยแขนอันผอมบาง สายตาของเธอเหม่อลอยไปแสนไกล ไปนอกหน้าต่างบานสี่เหลี่ยมผืนผ้า แนวยาวตั้งเรียงราย เหมือนว่าชีวิตไร้สิ่งใดใด  แม้ว่าจะมีน้องชายตัวน้อย ที่นั่งไร้เหตุผลใดใด อยู่ข้างกาย อะไรเหรอที่สำคัญสำหรับการเดินทางแสนไกลในชีวิต คำถามที่ยังค้างคาในใจ วันใดเหรอจะได้คำตอบคืนกลับมาตอนเด็กบ่อยครั้งที่ฉันถูกมัดขาข้างหนึ่งเอาไว้กับเสาใดเสาหนึ่งของตัวบ้านกับน้องชายตัวน้อย ให้นั่งเล่นน้ำแข็งก้อนใหญ่มหึมา พร้อมกับพี่เลี้ยงหลายคน พ่อของฉันไปทำงาน แม่ไม่แน่ใจว่าไปไหน หลายครั้งที่จะะมีสาวสวยเดินมาหน้าบ้านถามหาพ่อ แต่ก็โดนพี่เลี้ยงของฉันตอกกลับไปทุกคน ครั้งนึ่งที่จำได้ติดตาแต่ภาพหล่อนในความทรงจำของฉันเป็นสีขาวดำ กึ่งเทา สาวสวยร่างสูงโปรงมีไฝที่ปาก เดินมาหน้าบ้าน ในขณะฉันกำลังห้อยโหน หน้าต่างหน้าบ้านเพื่อปีนให้ถึงต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน ร่มของเธอสีสดสวยดีแต่ฉันจำไม่ได้หรอกว่าสีอะไร “มีใครอยู่บ้าง ออกมาข้างหน้าบ้านหน่อย คุณผู้ชายไปไหน ไม่อยู่บ้านรึไง “เสียงแหลมแสบหูเด็กทโมนอย่างฉันอย่างแรง การแสดงจริตจะกร้านของเธอ บอกให้รู้ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาแน่แน่ แต่เธอก็ต้องสะอึ้กเหมือนหสำลักน้ำลายก้อนใหญ่ เมื่อสิ้นปลายเสียงของเธอ พี่เลี้ยงของฉันเดินออกมาพร้อมมีดอีโต้อันใหญ่จากหลังบ้าน” มาดู เร็วชาวบ้าน คนจะแย่งผัวชาวบ้าน หน้าด้าน มาตามผัวคนอื่นถึงบ้าน มามึงเข้ามารอ “ป้ามุกเสียงดังไม่แพ้กัน ในมือกำมีดอีโต้แน่น หากน้าไฝคนนี้เข้ามาสงสัยจะต้องมีข่าวลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เป็นแน่ สายตาป้ามุกบ่งบอกอาการคล้ายกับเคยแค้นเคืองกานมาก่อนแต่ชาติปางไหน หรืออาจจะเป็นเพราะความจงรักภักดีต่อแม่ของฉันที่เป็นเจ้านายก็เป็นไปได้ หลังจากวันนั้นพอค่ำลงฉันก็จะได้ยินเสียงโครมคราม ทะเลาะกันของพ่อกับแม่ บ่อยครั้งที่ฉันต้องตื่นมากกลางดึก เพื่อลุกขึ้นมาห้ามให้ท่านทะเลาะกัน และเพื่อไม่ให้น้องชายที่กำลังหลับปุ๋ยตื่นขึ้นมาฉันเดิกออกจากห้องมาทุกครั้งที่เริ่มได้ยินเสียงโครมคราม นั่งมองพ่อแม่ทะเลาะ กันอยู่ตรงบันไดสักพัก ก่อนที่จะเอ่ยปากห้าม “แม่พ่อเลิกทะเลาะกันได้แล้ว น้องนอนอยู่ “ ฉันจำไม่ได้หรอกนะว่าคำพูดของฉันหยุดอารมณ์อันพลุ่งพล่านของพ่อกับแม่ได้หรือไม่เพราะว่าฉันยังเด็กเกินไปที่จะจดจำทุกอย่าง ความทรงจำของฉันมันแล หายๆ จางๆ คล้ายควัน บุหรี่บางเบาฉันนี่แหละเป็นสาเหตุให้ความรักที่พ่อมีให้กับแม่จืดจางลง แม่มักจะพูดอย่างนั้นเสมอ “ซินลูกรู้ไหมว่าแม่รักลูกมากขนาดไหน ตอนที่ตั้งท้องลูกเลยไม่ได้ไปหาพ่อทำให้พ่อเจอผู้หญิงใหม่ เพราะว่าแม่ไม่ไปหาพ่อ พ่อเลยเจอคนใหม่” คำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่า การเกิดมาของฉันมันเหมือนจะเป็นสาเหตุของจุดจบของครอบครัวของตัวเอง มันดูดีใช่ไหมเหมือนเป็นเด็กซาตาน ที่เกิดมาเพื่อทำลายครอบครัวของตัวเองให้ย่อยยับไปกับมือฉันจึงคิดเสมอหากวันใดวันหนึ่งที่ฉันมีความรัก มีครอบครัว ฉันจะถนอมรักษาครอบครัวของฉัน สร้างมันขึ้นมาจากความอบอุ่นที่ฉันอยากจะได้รับ  แต่งเติมครอบครัวของฉันให้งดงาม รักคนคนดียวเท่านั้น และไม่มีทางจะเป็นมือที่สามของครอบครัวใคร แต่ความฝันในวัยเด็กน้อยมันก็เป็นได้แค่ความฝัน ความฝันกับความจริงมักจะต่างกันเสมอ คุณเชื่อไหม                   นานมาแล้วที่เด็กน้อยคนนั้นไม่ได้ มีเวลาเปล่าเปลี่ยวเช่นนั้น แต่รอยร้าวจางๆยังคงค้างคาในบางอารมณ์ของความเหงาลึก อารมณ์นี้ใครๆ ก็คงเคยเจอละมั้ง ฉันโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่อายุ ทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ให้กำเนิดเด็กชายตัวน้อย เมื่อไม่นานที่ผ่านมา แต่จริงๆฉันควรทำอะไรเหรอ น่าขำไหมที่มีคำถามนี้เกิดขึ้นย้อนไปเมื่อ10 ปีก่อนอายุ 16 เพิ่งโดนไล่ออกจากโรงเรียนชื่อดังในเมืองหลวง ที่ส่วนใหญ่มีแต่เด็กเรียนล้วน และย้ายมาอยู่ที่ชานเมือง ใครเลยจะเข้าใจชีวิตเด็กก๋ากั่นคนหนึ่งพ่อแม่ แยกทางครอบครัวแตกร้าว ใช้ชีวิตเรื่อยเปลี่อยมาตลอด 17 ปี ใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ ตบตี เที่ยวเตร่ดเตร่ไม่กลับบ้านทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา  ไม่ค่อยพูดกะใคร เชื่อไหมฉันเข้าโรงเรียนได้ไม่ถึง 5นาที ก็ร้อนร้น อยู่ไม่ได้ สนุกดีน่ะชีวิตมีเท่าไหร่เอาให้คุ้มกันไปกับที่ได้เกิดมา วันหนึ่งวันหนึ่งฉันคิดได้แค่นั้น ตกกลางคืนก็ตระเวนเที่ยวกลางคืนมันทุกคืนวัยรุ่นตอนต้นฉันขาดสติอย่างแรง ใครๆก็เรียกฉันว่า พี่ซิน แม้กระทั่งคนที่แก่กว่าฉันมากๆ ก็ตาม เพียงแค่ถูกสบตาเพียงนิดเดียว ก็ทำราวกับว่าเขาฆ่าคนในครอบครัวของฉันไปซะงั้น หลายครั้งที่ซัดหน้าคนอย่างไม่มีเหตุผล กระทืบคนอย่างไร้ความรู้สึก จิตใจที่เย็นชามันทำให้ฉันสนุกกับการมีเรื่องกับคนรอบข้าง  ฉันชอบความรุนแรงเข้าซะแล้ว และแล้วในที่สุดฉันก็ค้นพบหนทางการปลดปล่อย ฉันลงเรียนกีฬาการต่อสู้ ทุกครั้งที่อัดไปที่กระสอบทราย มันทำให้ฉันมีความสุข ตกเย็นก็เริ่มซ้อม วิ่งวันละ20-30รอบ ซิตอัพ วิดพื้น เตะต่อย กระสอบทราย หลายครั้งที่ได้แผลจากการซ้อม ฉันเรียนอยู่ 3 ปีเต็ม ก่อนที่จะถูกขอร้องให้เลิกเรียน เนื่องแม่จากทนเห็นแผลตามร่างกายองฉันไม่ไหว และหลังจากนั้นฉันก็เริ่มหาสิ่งที่ตรงข้ามกับกีฬาอีก จนกระทั่งโรงเรียนทนฉันไม่ไหวอีกต่อไป อาจารย์ใหญ่เรียกแม่ฉันเข้าพบหลายครั้งนับไม่ถ้วนจนทุกคนรู้จักหน้าแม่ของฉันเป็นอย่างดีไปแล้ว แต่คราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่แม่จะถูกเรียกมาโรงเรียนนี้เพราะฉัน “คุณแม่ครับทางโรงเรียนของเราต้องขอโทษด้วยที่ไม่สามารถ รับเด็กคนนี้ไว้ในความดูแลอีกแล้ว เราเหลือทนกับพฤติกรรมที่กร้าวร้าวและผิดปกติทางอารมณ์ของเธอเต็มที ฉะนั้นเราจึงขอให้คุณแม่ช่วยหาโรงเรียนใหม่เพื่อย้ายเธอไปเรียนที่อื่น” แม่อ้อนวอนทั้งน้ำตาเพื่อที่จะให้ทางโรงเรียนยังคงรับฉันไว้ “อาจารย์คะซิน คงจะปรับตัวได้ ของโอกาสกับซินอีกครั้งนะคะ ขอร้องเถอะคะ”อาจารย์ชายคนหนึ่งพูดเสียงแข็งเหมือนเหลือทนกํบพฤติกรรมเด็กเหลือขออย่างฉัน ”ไม่ละครับเด็กอย่างนี้ให้อยู่โรงเรียนดีดีอย่างเราไป มีแต่จะกดให้เราตกต่ำ วันวันสร้างแต่เรื่องไม่เคยจะคิดเรื่องเรียน” “คงจะต้องขอโทษด้วยนะคะที่เราไม่สามารถรับซินให้เรียนต่อได้จริงๆ ทางอาจารย์ทุกท่านลงความคิดเห็นกันแล้ว “ อาจารย์ประจำชั้นสาวของฉันตัดบท ฉันนั่งนิ่งไร้ความรู้สึก ฉันไม่แม้กระทั่งเสียใจด้วยซ้ำที่ต้องออก ออกแล้วไง ก็แค่ย้ายไปที่ใหม่                    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่ของฉันร้องไห้เพราะฉัน มันนับไม่ถ้วนที่แม่ต้องเสียใจกับการกระทำดิบดิบ ที่ฉันทำ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่แม่ต้องขึ้นโรงพักรับฉันกลับบ้านเพราะคดีต่างๆนาๆ ตรงกันข้ามฉันไม่เคยสลด กับสิ่งที่ทำ  แล้วไงละ ชีวิตมันก็มีแค่นี้ ตึกระฟ้า ผู้คนมากมาย ตามซอกซอย ขวักไข่ว ต่างคนต่างเร่งรีบร้อนรน เพื่อสร้างบางสิ่งบางอย่างให้กับชีวิต ความรู้สึกนั้น ณ ขณะนั้นฉันไม่เคยเข้าใจมันเลย ทำไมต้องพยายามขนาดนั้นเพื่ออะไรสักอย่าง ตลกสิ้นดี ทำไมทุกคนต้อง หา ต้องทำหลายสิ่งให้เหนื่อย อยู่เฉยๆก็ได้เดียวก็ตายกันทุกคนอยู่แล้วหลายครั้งที่ฉันรอดหวุดหวิด กับการโดนกระทืบ หรือโดนเอาคืน จากสิ่งที่ฉันทำ อาจเพราะว่าฉันยังมีโชคอยู่บ้าง หลายครั้งที่เพื่อนสนิทต้องรับเคราะห์แทน แต่ฉันรอดทุกครั้ง ไม่รู้เพราะอะไร ครั้งนึ่งฉันเคยรับรู้ความรู้สึกของคำว่ากลัว เพื่อนของฉัน 2 คนเดินเข้ามาหาฉันทั้งน้ำตาและคราบเลือดโชกเต็มกางเกงยีนส์สีซีดๆ  เธอโดนแก๊งค์ขายยารวมมากกว่า 7 คน รุ่มขืมขืน สาเหตุน่ะเหรอ ฉันดันทะลึงไปมีเรื่องกับหนึ่งในสมาชิกของแก๊งค์นั้นโดยไม่รู้ตัว ฉันได้แต่ถามเพื่อนฉันทั้งสองคนว่าจะเอายังไง เราจะเก็บคนที่รุมโทรมไหม “มึงเอาไงวะกูว่าหาปืน หามอไซค์ แล้วเก็บแม่งเลยดีกว่า “ฉันยังมีอารมณ์หึกเหิมอาจจะเพราะฉันเป็นต้นเหตุให้เพื่อนทั้งสองต้องโดนรุ่มโทรม สภาพของเธอทั้งสองในตอนนั้น เรื่องแก้แค้นเหมือนไม่ได้อยู่ในเศษเสี้ยวในสมอง คงไม่แม้กระทั่งเรื่องจะทำอะไรต่อไปในชีวิต ตาเธอแดงกล่ำ ดวงตาบอบช้ำ  จากการโดนกระแทกด้วยกำปั้นซ้ำๆ ทำไมไม่เกิดขึ้นกับฉันแทน ทำไมเธอทั้งสองต้องมารับผิดชอบการกระทำของฉัน เธอทั้งสองได้แต่สั่นหัวซ้ำๆ เหมือนจะบอกว่า พอซะทีซิน ทำอะไรไปก็ไม่มีทางที่จะลบร้อยราวของเราได้หรอก  นี่ไม่ใช่เรื่องแรกที่สอนให้ฉันเริ่มคิดได้ เจอเรื่องแบบนี้ซ้ำๆ มันทำให้ฉันโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเพื่อนคนอื่นในวัยเดียวกัน ถ้าให้ฉันเล่าเรื่องทั้งหมด พื้นทั้งเล่มก็คงไม่พอ และมันก็ไม่ใช่สิ่งน่าจดจำอะไร ไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับฉัน เป็นเพียงความทรงจำจางๆ ที่ใกล้จะเลือนเต็มที  เรื่องที่ฉันอยากเล่าครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องชีวิตในวัยรุ่นตอนต้นของฉัน  มันเป็นเรื่องความรักของฉันต่างหาก  คนอย่างฉันก็มีความรักได้ เหมือนคนอื่นๆ คุณเชื่อไหม      ตอนที่ 2 รักแรก รึเปล่าฉันย้ายไปโรงเรียนใหม่ไม่นาน ก็เริ่มคุ้นเคยกับชีวิตที่ค่อนข้างชนบทมากขึ้น  ฉันหยุดเที่ยวหยุดทุกอย่าง จากที่เคยเที่ยวทุกวันไม่กลับบ้าน ทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่ใช่ว่าเพราะสลดจากการโดนไล่ออกจากโรงเรียนหรอกนะ เพราะคิดว่าเจอคนที่ใช่สำหรับฉันแล้วต่างหาก เปลี่ยนจากไปเที่ยวกลางคืน เป็นการโดดเรียนแทบทุกวันแทน ฉันคุ้นเคยกับรั้วของโรงเรียนใหม่อย่างรวดเร็ว ที่โรงเรียนใหม่ออกได้สองทาง ปีนรั้ว กับ รอดลวดหนาม เรื่องอะไร จะไปรอดลวดหนามไม่ใช่ทหารสักหน่อย ปีนรั้วเอาดีกว่าสูงหน่อยเสียวดี  เช้า7 โมงพ่อไปส่งที่โรงเรียนฉันลงจากรถได้ ถือกระเป๋าใบลีบแบนในกระเป๋าปราศจากหนังสือ เดินเข้าไปในโรงเรียน แต่แม้กระทั่งเพื่อนร่วห้องก็แทบไม่เคยเห็นหน้าฉัน ฉันเดินอย่างรวดเร็วเพื่อไปทางประตูที่สองของโรงเรียน และปีนรั้วออกจากโรงเรียน เอาจักรยานที่ซ่อนไว้แล้ว ปั่นไปที่สถานีรถไปที่ใกล้ที่สุด ทุกวันฉันปั่นผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวแกรมเหลือ มีดอกไม้ริมทางเป็นระยะระยะ ลมพัดยามเช้ามันช่างสร้างความสดชื่นหัวใจในขณะที่โลกทั้งใบกำลังเป็นส้มอมชมพู ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อนั่งรถไฟไปเจอ หนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน   เขาชือ คิว เป็นหนุ่มมีมาด จมูกโด่ง ขาว หล่อ เท่ห์ เซอร์ ดูเป็นฮีโร่สุดๆ เราเริ่มคุยกัน ฉันเริ่มเข้าใจไปเองว่าฉันมีเค้าเป็น ทั้งเพื่อน พี่ ละคนรัก (และที่แถมมาคือ เค้าเป็นเพลย์บอย) ซึ่งตั้งแต่แรกอยู่แล้วที่เขาเป็นคนที่ไม่ใส่ใจ  เราเริ่มคุยและคบกัน ได้สักพักฉันเพิ่งรู้ว่าเค้ามีแฟนอยู่แล้ว ฉันอึ้งไปเลยตอนแรก แต่อะไรอะไรมันเน่าเฟ่ะเหมือนละครน้ำเน่าอย่างไงอย่างงั้น แทนที่ฉันควรจะเลิกกับเขา แต่ฉันกลับทำใจรับมันได้ แล้วเขาก็เลิกกัน ที่ฉันทำใจรับได้ เพราะความรักงั้นเหรอ หรือจะเพราะเข้าใจในตัวเขา รึว่าจิตใต้สำนึกต้องการเอาชนะของเด็กเสียกระบาลคนหนึ่ง  รึว่าอย่างไร ก็เลยคบกันมาเรื่อยๆ ตอนนั้นรู้สึกว่ารักมาก รักสุดๆ ขาดไม่ได้ ทำไมก็ไม่รู้ อะไรก็ดูดีดูเท่ห์ไปหมด  เหมือนเป็นของเล่นของเขาไปซะกลายๆอย่างไงอย่างงั้น จากคนไม่เคยยอมใคร ก็ยอมไปเต็มๆ จะพูดอารัยก็นิ่งใช้อะไรก็ทำ เนี่ยแหละที่เค้าเรียกว่า เด็กไม่เคยได้รับความรัก ความอบอุ่น พอคิดว่ามีใครสักคนที่รักเรา ก็เริ่มรักเขา หลังจากนั้นก็จะเกิดปรากฎการณ์หลอกตัวเอง ว่าเขารักเราไม่ว่าจะแสดงออกอะไรที่ดูแล้วไม่ใส่ใจ ก็ยังพยายามเข้าใจว่าเป็นคนไม่ชอบแสดงออก ซะงั้น อืมม มันอาจจะจิงรึเปล่าก็ไม่รู้ที่คิดว่าเขาก็รักเรา แต่ตอนนั้นคิดว่ามันจริง  ทำไมเรารักเขาซะมากมายเหลือเกิน ขาดเขาไปเราจะอยู่อย่างไง หลายครั้งที่เขาหายไป ไม่ยอมรับโทรศัพท์ โทรมาที่บ้านทีก็ตี 4 ตี5 เล่นเอาท่านพ่อของฉัน ถึงกับงงกับพฤติกรรมคุยโทรศัพท์ยามดึกแปลกๆ ของลูกสาวที่เพิ่งโดนเชิญออกจากโรงเรียน มาหมาดๆ แล้วเวลาผ่านไป ก็เริ่มทำให้ฉันคุ้นเคย กับสไตล์ความรักที่ฉันกำลังได้รับ ไม่ใส่ใจ กลายเป็นว่า น่าสนใจ น่าไข่วขว้า(ขว้าอะไรก็ไม่รู้)  ไม่โทรหา แสดงว่า ต้องการให้โทรไปเพราะต้องการลองใจ โทรไปแล้วตัดสาย แสดงว่า ไม่ว่างทำงานอยู่(ทั้งๆที่คิวไม่มีงานทำ)  เออเอาเข้าไป ไม่ให้ไปไหนมาไหนด้วย เท่ากับ อยากให้เราพักผ่อน ขังไว้ในห้อง หมายความว่า เขาหวงไม่อยากให้ออกไปไหน  เขากลับดึก เพื่อให้เวลาเป็นส่วนตัวกับฉันใช้ไปซื้อของให้ตอนดึกสุดสุด อยากให้ฉันได้ออกกำลังกายจะได้สุขภาพดี เดินทิ้งห่างเป็นสิบสิบเมตร เขาอยากให้เราช่วยตัวเองได้ปล่อยฉันอยู่กับเพื่อนของเขาแต่เขาหายไป เพื่อที่จะให้ฉันสนิทกับเพื่อนของเขาเขาเดินทิ้งฉันหายไปเลย หลายๆวัน เมื่อทะเลาะกันข้างนอก เขาไม่อยากตะคอก หรือพูดจาไม่ดีกับฉัน เขาเลยต้องหลบไปสักพัก เพื่อระง้บสติอารมณ์ตัวเองนี่เป็นเพียงตัวอย่างบางความคิดเท่านั้น  บ้าไปแล้วใช่ไหม คุณคงคิดอย่างนั้น แต่หากฉันไม่คิดอย่างนี้ ก็คงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขไม่ได้   เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ฉันจบไฮสคูล จึงย้ายมาเริ่มเรียนมหาลัยในเมืองที่ย้ายออกไปอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นโอกาศที่ได้อยู่กะเพื่อนซี้เก่าที่มัธยมตอนต้น ปีหนึ่งวัยสดใส อีกทั้งหอพักที่ย้ายเข้าไปมีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง สระว่ายน้ำ โทรศัพท์สายตรง โรงครัวที่มีทุกสิ่งให้ลิ้มเลือก ครั้งแรกที่ย้ายเข้ามา ในหอพัก18 ชั้นที่ปูด้วยพื้นหินอ่อนมีลิฟ์แก้ว 4ตัว ชั้นดาดฟ้าเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ชั้นล่างมีห้องอ่านหนังสือขนาดใหญ่ คล้ายกับหนังเรื่องแฮรี่พอตเตอร์ รายรอบหอพักมีร้านอาหารน้อยใหญ่ ทั้งบาร์เหล้าน่ารักๆ รวมถึงโรงครัวสาวๆที่อยู่ที่นี่ ทุกคนล้วนแล้วแต่ สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง แม้แต่ชุดอยู่บ้านของพวกเธอ ก็ดูจะเริ่ดหรู ดูดี เนี้ยบ กางเกงขาสั้น กับ เสื้อมีสไตล์ บ้างคนถึงขนาดใส่ส้นสูง นี่ชุดอยู่บ้านเหรอเนี่ย ฉันกับเพื่อนสาว มิล เป็นสาวน้อยร่างใหญ่หน้าตาธรรมดาแต่มีบุคลิกรั่วๆ ที่ไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ กับ มาร่า สาวสวยหุ่นดี หน้าตาน่ารัก แต่ชอบเรอเป็นชีวิตจิตใจ เราทั้งสามพยายามอยู่วันนึ่งที่จะแต่งตัวให้ดูดี เพียงเพื่อจะลงมากินข้าวที่โรงครัว สุดท้ายเราลงความเห็นกันว่าพอเถอะขออยู่ที่นี่เป็นลูกเป็ดขี้เหร่กานดีกว่า เช้าวันถัดมาของการอยู่หอพักชีวิตกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ฉัน มิล มาร่า ลงมากินข้าวข้างล่าง โดยชุดนอนที่ผ่านการนอนทับอย่างเมามันส์มาเมื่อคืน น้ำลายบูดเน่าๆเปอะริมฝีปากที่ใครก็คงไม่อยากจะได้กลิ่นของมัน อึอึ ทรงผมเป็นทรงสามสาว สาม สไตล์ สตาฟ์อย่างไงอย่างงั้น ไม่มีการจัดแต่งใดใด จาก หวี ที่ มีเพียงอันเดียวในห้อง ตาที่ยังแทบไม่ลืมขึ้นมา แต่เราตื่นมาและใช้ขา6 ข้าง ของเรา 3คน เดินมาที่โรงครัว เพราะความหิว มิลสั่งด้วยเสียงงัวเงี่ย ท่าฉันไม่รู้จักมิลอาจจะคิดได้ว่ามิลเป็นกระเทยปลอมตัวมาเป็นผู้หญิงก็เป็นได้” เจ๊ปลาซาบะอย่างซี้ออิ้ว” มาร่าน้ำเสียงเรียบนิ่งออกแนวห้วน “หมูผัดยากิโซบะคะ ” ฉันยังออกแนวลังเลว่าจะกินอะไรดี  กำลังจะเอ่ยปากพูด “เอออ....” เสียงเจ้าของร้านแจ้นขึ้นมา  “ เรียงคิว ด้วย เอากระดาษเขียนเบอร์โต๊ะ เขียนสั่งมาเอง บริการตัวเองทั้งหมดนะคะ เพิ่งมาใหม่น่ะสิมีระเบียบหน่อย น่ะ ช่วยอ่านกฎการซื้ออาหารที่ป้ายด้วย” ป๋ารั่วเป็นชุดเหมือน ปืนกลแสดงออกถึงอาการว่า ป้าตื่นมานานแล้ว แต่ป้าจะรู้ไหมว่าเราเพิ่งตื่อนก็เพราะเสียงป้านั่นแหละ หลังจากนั้นเราก็กลายเป็นแกะดำของหอพักอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การใช้ชีวิต ต่างๆ แต่หอพักที่นี่สะดวกสบายทุกอย่าง ในห้องมีโต๊ะเรียน มีโอฟุโล ในห้องน้ำที่อยู่ในพื้นที่ของห้อง มีโต๊ะหนังสือ ให้สองตัวแต่เรามีสามคน ขำดิ เพราะโต๊ะหนังสือจะมีตัวเดียวหรือไม่มีก็เหมือนกันเพราะ เราไม่เคยใช้อยู่แล้วแต่ละนะนอกเหนือจากความสะดวกสบาย จะมีอะไร ไปกว่า การเริ่มลิ้มลอง ยาเสพติดเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นกระใส มานก็เป็นเรื่องธรรมดาของวัยอยากทดลอง โชคเข้าข้างที่ ช่วงวัยรุ่นตอนต้น ผ่านมาแล้ว ได้อิสระเท่าไหร่ ก็ ยังคอนโทนชีวิตไม่ให้เขวได้อย่างสบาย  โดยการเฉี่ลยเกรด2 ปริ่มๆ ให้ไม่โดนไทร์ จากวิทยาลัย แต่น่ะความโง่งมของชีวิตก็ยังอยู่ อะไรนะเหรอ คณะที่เลือกเรียนเป็นเพราะ  เป็นคณะสุดฮิตของเด็กวัยรุ่น ทุกคนแต่งตัว แต่งหน้ากันสุดฤทธิ์ เพื่อประชันความสวย  แต่ฉันนะเหรอ ไม่ค่อยตามแฟชั่นกับใครเขาหรอก กระโปรงยังแทบไม่ได้ซักเลย 4 ปีที่เรียน เคยซักกระโปรงแค่สองครั้งเท่าที่จำได้ กางเกงไม่ต้องสืบ 2 ปีสักที สาวเซอร์ สกปรกอย่างฉัน มีคนมารุ่มจีบอยู่เหมือนกันน่ะ แต่ไม่ชอบให้ใครมาเป็นคนเลือก เราต้องเป็นคนเลือกซิ ฉันเลยยังรักคิวอยู่อย่างนั้น เพราะเขาไม่ได้มาจีบฉันแต่ฉันรักที่จะเลือกเขาทำไมน๊าฉันถึงไม่เลือกเรียนในคณะที่หางานง่ายๆ เรียนยากหน่อยก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้าเลือกได้ตอนนั้น ฉันอาจเรียนไม่จบก็เป็นได้ ตอนนี้ฉันคบกับ คิว มานานพอสมควร คิวเริ่มห่วงว่าฉันจะเป็นอย่างไรหากยังคงอยู่กะเพื่อนๆ ที่หอพักแสนเริ่ดหรู ต่อไปคงจะต้องเริ่มเสียคนจนไม่เป็นอันเรียนแน่แน่เลย ชวนมาอยู่ด้วยกัน มันเป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดคนรักกันก็ต้องอยากอยู่ด้วยกันสิเนอะ ก็เลยย้ายเข้าไปอยู่มี่บ้านคิว คิวที่เคยรู้จักเป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว แต่บ้างครั้งก็สุขุมเยือกเย็น ฉันห่างจากเพื่อนมาสักพักใหญ่แล้วและก็อยู่กับคิวตลอด บ้างครั้ง คิวจะขังฉันอยู่ในห้องให้รอ จนกว่าเขาจะไปเที่ยวกลับมา ตี5 บ้าง  ตี 4 บ้าง ฉันกับมีความสุขเล็กๆ กับการรอคอยผู้ชายคนนั้น โดยการนั่งเฉยไม่ทำอะไรเลยหลายๆชม  นั่งมองเหม่อโดยไม่คิดอะไร ฉันเริ่มซึมซับและเข้าใจจิตใจของสุนัขที่รอเจ้าของกลับบ้านมันจะวิ่งเข้ามา หาเจ้านายด้วยความดีใจทุกครั้งที่เจ้านายมันกลับบ้าน ฉันก็ไม่ต่างจากมันทุกครั้งที่คิวกลับ ฉันหลุดออกมาจากอาการเหม่อลอยโดยอัตโนมัติ คล้ายกับวีซีดีที่ถูกสต๊อบไว้และกดเพลเมื่อคิวกลับมา ฉันยิ้มแย้มอย่างร่าเริ่งชวนคิว คุยอย่างสนุกสนานเมื่อเขากลับมา แม้ว่าบางครั้งอาจไม่ได้ตอบรับความรู้สึกใดใดตอบกลับมา เพราะว่าอาการเมาของคิวทำให้เขาหลับทันทีที่ถึงที่นอนหลายครั้งที่เค้าต้องอารมณ์เสียกับเรื่องเซ็กส์ปัญญาอ่อนของฉัน ถึงแม้ว่าฉันจะเคยเกเร มาเท่าไหร่ ก็ไม่ค่อยเคยมีเซ็กส์กะใคร ประสบการณ์จึงไม่มี แต่ละครั้งก็แข็งทื่อเป็นท่อนไม้  หลายครั้งที่คิวต้องหมดอารมณ์เพราะว่าอาการเกร็งๆ จากร่างกายของฉัน ทำไมน่ะฉันถึงต้องเปลี่ยนตัวเองมากมายเพื่อผู้ชายคนนี้ ฉันเริ่มอ่านหนังสือ ปะเภท คอสโม เอค อีมากมายที่ เขียนบรรยายสิ่งที่ผู้หญิงควรทำฉันเริ่มศึกษาละเอียด ขึ้นเรื่อยๆ                   เรื่องอย่างว่าก็ค่อยค่อยดีขึ้น เราอยู่ด้วยกันทุกวันความเป็นตัวของตัวเองก็เริ่มเผ่ยออกมา ฉันเริ่มเอาแต่ใจขึ้น คิวเอาใจใส่น้อยลง(ทั้งที่ไม่มีอยู่แล้ว)แต่ทางกลับกันกลับหวงและขี้หึงมากขึ้น ปีนึ่งผ่านไปคิวเริ่มหมดความอดทนกับความงี่เง่าของฉัน ซึ่งถ้ามองดีดีไม่มีความงี่เง่าเลย แต่หากเป็นความคิดของคิวละก็ สุดจะทนแล้วกับความจู่จี้ และแล้ววันนี้  ตี2 ฉันเรียกเขาเข้านอนเพียง 3 ครั้ง เท่าที่จำได้แค่ 3 ครั้ง ฉันกลับถูกต่อยหมัดตรงเข้ามาที่เป้าตา ไม่ยั้ง จับหัวกระแทกที่พื้นอย่างแรง สมองแบบเบลองงไปหมด ก็พยายามสู้น่ะแต่แรงสู้ไม่ไหว และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำร้ายร่างกาย และหลังจากนั้นตัวตนที่แท้จริงของเขาก็เปิดเผ่ย ทุกครั้งที่มีเรื่องผิดใจเพียงเล็กน้อยก็จะเริ่มใช้กำลัง อาจจะเป็นไปได้ว่าอาการเหล่านี้มาจากฤทธิ์ยาบ้างอย่างที่เขาใช้เรื่องโดนทำร้ายร่างกายอาจดูเป็นเรื่องใหญ่ น่ากลัวสำหรับผู้หญิงบางคน แต่สำหรับฉันแล้วน่ะเหรอมันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ฉันเริ่มรู้สึกชินกับการโดนทำร้ายการโดนทำร้าย มีความสุขกับมันมากขึ้น ฉันเริ่มดำรงชีวิตบนความระแวงระวัง ปฏิกริยาการป้องกันตัวเริ่มมากขึ้น หลายครั้งที่เพื่อนๆถามถึงร่องรอย ฝกช้ำ ที่เป้าตา แก้ม แขน และร่างกาย แต่เด็กด้านชามาตั้งแต่เริ่มต้นก็เลยรู้สึกไม่เจ็บไม่ปวดใดใด แต่กลับมีความสุขที่จะอยู่ตรงนั้น นั่งฝันลมลม ไปเรียน เที่ยวนิดหน่อย กลับบ้านคิว อยู่กับความฝันเล็กว่าสักวันจะเปลี่ยนผู้ชายนี้ให้เป็นคนใหม่ ฉันพยายามสร้างคนคนนึ่งด้วยความรักที่มีทั้งหมด เหมือนว่ามันค่อย สำเร็จตามที่ฉันฝัน แม้มันอาจจะไม่เหมือนคู่รักคู่อื่น แต่ฉันก็พอใจในสิ่งที่ฉันกำลังมีอยู่ (แต่ลึกๆแล้วฉันพอใจจริงๆนะเหรอที่จะใช้ชีวิตอยู่กับการให้โดยไม่เคบได้รับสิ่งตอบแทนใดใด)ฉันเริ่มรู้จักกับครอบครัวของเขา ท่ามกลางความกดดันลึกๆ มันไม่ได้ผ่านกันง่ายๆ เลยสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับครอบครัวหนึ่งครอบครัวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน การอบรมที่แตกต่าง อาหารการกิน ทุกอย่าง ฉันอดทนพยายามที่จะค่อยๆกลืนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของเขา แม่ของคิวรักคิวมากเหมือนว่าเขายังเพิ่งอายุ 15 อยู่เสมอ ยังส่งเงินให้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมไปถึงท้ายที่สุดฉันต้องเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายบางส่วนของคิวทุกเดือน ทั้งที่ฉันยังไม่ได้เริ่มทำงาน มันกลายจะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่ฉันเป็นฝ่ายจ่ายมากกว่าให้มากกว่า ฉันเคยตัวเองเหมือนกันว่าทำทุกอย่างไปเพื่ออะไร แค่คำว่ารักคำเดียวนะเหรอ ทุกอย่างทำไป สิ่งที่ได้กลับมาคือ ความว่างเปล่าของจิตใจน่ะเหรอ จริงๆ แล้วฉันต้องการอะไรกันแน่เวลาผ่านมา 4 ปี แล้วที่เราคบกัน พ่อแม่คิวเริ่มรักฉัน อาจเพราะคงไม่มีใครรับเขาได้ในสิ่งที่เขาเป็น ความรักที่มีเริ่มมีความผูกพันเข้ามาเกี่ยวของ เขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว แต่ทุกอย่างไม่เคยเปลี่ยน เราคุยกันคนละภาษา คิดคนละแบบ คุยกันไม่เข้าใจ พอเริ่มทะเลาะ ก็เริ่มใช้กำลัง บ่อยครั้งที่เราพยายามปรับตัวเพื่อจะคุยกันด้วยเหตุด้วยผล แต่สุดท้ายก็จบลงตรงที่ ฉันเป็นฝ่ายถูกกระทำ และหลับไปหลายครั้งที่ฉันถูกปล่อยให้เหงา อยู่คนเดียวนานๆ ทิ้งไว้อยู่อย่างนั้นออกไปไหนก็ไม่ได้ รอให้คิวกลับมา พอออกไปไหนด้วยกันก็จะจบลงที่คุยกันไม่รู้เรื่องทะเลาะ ต่างคนต่างแยกกันกลับบ้านเดินกันคนละทาง แล้วไปเจอกันที่บ้าน ทุกอย่างทำให้ฉันชินกับการได้รับความรักที่น้อยนิด แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลยใช่ไหม ใช่รึเปล่า แล้วทำไมฉันต้องปิดตัวเองมีใครต่อใครเข้ามาจีบก็ไม่เคยที่จะสนใจ ทำไมฉันต้องทำเพื่อเขาขนาดนั้น จริงๆแล้วเพราะฉันรักคิวน่ะเหรอ หรือเพราะฉันยังไม่เจอคนคนนั้น คนที่เกิดมาเพื่อฉันเท่านั้น

 

edit @ 19 Mar 2010 13:00:47 by Majyo

edit @ 19 Mar 2010 18:22:54 by Majyo

Comment

Comment:

Tweet

*-* อยากอ่านให้จบบ แต่มะไหวแล้ววง่ะ

พรุ่งเน้มาอ่านต่อน๊าจ๊ะ

กำลังสนุกเรยยอ่า
คุณพี่ เขียนดีมากกกเยย

#5 By (222.123.199.2) on 2010-03-22 22:29

จ๊า แท้งกิ๊ว จะเลือกสิ่งที่ต้องการได้เหรอ อาจไม่ได้แต่ทำให้คนรอบตัวสบายใจแต่เราทุกข์เลือกอย่างนี้อยู่นะ แต่ก็ยังยิ้มได้ สรุปจะทำให้ดีที่สุด สัญญา confused smile ขอบคุณสำหรับคำแนะนำจากใจเลย

#4 By Majyo on 2010-03-22 18:25

ก่อนอื่นดีใจที่ได้อ่านเรื่องราวชีวิตเรื่องนี้

ชีวิตต่อไปวันข้างหน้าจะเป็นยังงัยไม่มีใครรู้
เราอ่านแล้วไม่ขอเป็นกำลังใจให้หรอกน่ะ
แต่อยากบอกจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง
ผ่านไปถึง MAJYO ว่า"ในอนาคต ทำทุกอย่าง
ได้ตามที่ใจอยากทำ แต่จงเลือกทำในสิ่งที่
ทำแล้ว เราไม่เสียใจกับสิ่งเหล่านั้นในอนาคต"
โหดไปไหม แต่เราอ่านข้อความนี้แล้ว รับรู้ได้ว่า
ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ก็เลยอยากให้ทุกคนเลือกที่
ในสิ่งที่ดี จะได้ไม่เสียใจภายหลัง ปล.จากใจHot!

#3 By renbo on 2010-03-22 13:15

Thanks you พี่สาว ขอบคุณมากสำหรับกำลังใจที่มีให้เป็นคนแรก ของบ๊ลอค ดีใจจริงๆ ที่ได้รับคำชมแบบนี้ confused smile ยิ้มไม่หุบเลย จะพยายามต่อไป ขอให้ ปรางจัง เป็นกำลังใจให้ Majyo ตลอดไปนะ แท้งกิ๊วจากใจจริง

มาโจะ 14

#2 By Majyo on 2010-03-20 11:36

ว้าวววว...เขียนดีมากๆๆๆเลย..อ่ะ
ชั้นรู้ว่ามันเป็นชีวิตจริงที่เหมือนนิยายมากๆๆcry cry

สุดยอดดดด..ไปเลย..Hot!

#1 By prang2626 on 2010-03-19 19:23