ตอนที่3 จุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยน                   และแล้วชีวิตการเรียนมหาวิทยาลัยของฉันก็จบลง สิ่งนี้ทำให้ถึงเวลาที่ฉันจะต้องห่างจากคิวมา ทั้งที่จริงๆแล้วไม่อยากห่างไปเลย เนื่องจากการหางานทำในเมืองหลวงนั้นค่อนข้างแข่งขันสูง ฉันเลยตัดสินใจเดินทางไปทำงานที่ชานเมือง ในบริษัทของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับการผลิตเครื่องทำความเย็น ฉันเริ่มทำงานในสาขาวิชาที่ไม่ได้เรียนมาเลย ฉันเริ่มทำงานได้สักพัก ฉันก็ได้รับผิดชอบในส่วนที่เกี่ยวกับการติดต่อแจ้งกำหนดการผลิตล้วงหน้าของบริษัทให้กับคู่ค้า ซึ่งต้องใช้ภาษาอังกฤษฉันพยายามศึกษางาน ทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดอะไร คิดแต่ว่าเมื่อไรจะเป็นวันสุดสัปดาห์ วันที่ฉันจะรีบเลิกงานและนั่งรถไฟไปหาคิว เมื่อไรจะวันศุกร์สักทีน๊า                    เวลาผ่านมาประมาณ 1ปี ฉันมีเพื่อนสนิทที่ทำงานหลายคน เมียว น้ำ  ทุกคนต่างรู้ซึ้งถึงความเป็นคนรักเดียวใจเดียว ความรักที่ฉันมีต่อคิวมันช่างดูยิ่งใหญ่ มาก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ฉันรักผู้ชายคนนี้มากจริงๆ รักมากเกินกว่าที่ทุกคนเคยรักแฟนตัวเอง และหลายครั้งที่ฉันโดนถามว่า ทำไม ต้องรักเขาซะมากมายในขณะที่สิ่งที่ได้รับไม่เคยคุ้มค่ากันเลย  ฉันก็ยังยิ้มและอธิบายให้ทุกคนฟังว่า รักไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดตอบแทน ทำให้คนที่เรารักให้ดีที่สุดก็พอ ความรักเป็นการเสียสละ (ดูเป็นแม่พระใช่ไหม ไม่ใช่หรอก เพราะฉันไม่เคยเป็นฝ่ายได้รับเลยต่างหาก)                    เมียว ถามฉันเสมอ”ซิน ทนได้ไง กับการกระทำของคิว ไม่มีใครทนได้หรอก ถ้าไม่ใช่ซิน น่ะ ไม่มีผู้หญิงคนไหน ทน หรอก เค้าไปนานแล้ว” เมียว ถามฉันเสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านเลยไป หลายสิ่งหลายอย่างที่เมียว มองการกระทำของฉัน ในที่สุด เธอก็คล้ายๆ จะยอมรับกลายๆว่า ไม่มีทางที่จะมีสิ่งใด มาเปลี่ยนแปลงความรักมั่นคงที่ฉันมีให้กับคิวได้ บ่อยครั้งที่เมียว บอกฉันว่า” ซิน มึงน่ะรักคิวมาก รักมากแบบไม่ไหวแล้วไม่เคยเห็นใคร รักผู้ชายคนหนึ่งได้มากเท่ามึงเลย” นั่นสิน่ะอะไรทำให้ คนเรา รักกันเหรอ ตอนนั้นฉันยังตอบตัวเองไม่ได้เลย                    วันวันนึ่งไม่ค่อยทำงานทำการ คิดแต่ว่าคิวจะเป็นไงบ้างจะมีใครหรือเปล่า สบายดีไหม อะไรทำให้ฉันคิดมากเรื่องผู้ชายคนนึ่งขนาดนี้ ก็ไม่รู้ แต่ทุกวันต้องคิดอะไรซ้ำๆย้ำๆ อย่างนี้ตลอด เราห่างกันทำให้คิดถึงกันมากขึ้น แม้ว่าฉันจะขึ้นไปหาคิวทุกอาทิตย์ก็ตาม แต่เวลาขึ้นไปจะเป็นช่วงสุดสัปดาห์ คิวก็จะอยู่กับเพื่อนเสมอ ไม่มีเวลามานั่งคุยอะไรกันมากมายเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกัน แต่ตอนอยู่ด้วยกันก็ไม่ค่อยได้คุยกันดีดีสักเท่าไหร่ หรอกน่ะ หลายครั้งที่ทะเลาะเพราะฉันง่วงไม่อยากนั่งรอคิวคุยกับเพื่อนในช่วงเวลาที่เหนื่อยกับงานมาแล้วยังต้องนั่งรถไฟมา แถมต้องมานั่งรอจนถึงดึกเพื่อที่จะกลับบ้านพร้อมกัน ฉันรู้สึกเหนื่อยกับการที่ต้องมานั่งรอคงเพราะเราเหนื่อยกับงานที่ทำ ทำไมน๊าคิวไม่เคยใส่ใจกับตัวฉันเลย คงเพราะคิวไม่เคยทำงานที่ไหน เวลาที่ฉันอยากกลับบ้านเขาก็เริ่มหงุดหงิดทุกครั้ง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มแห่งการทะเลาะกัน บ้างครั้งเลิกงานเสร็จก็นั่งรถไฟมา กว่าจะถึงก็ป่าเข้าไป 4ทุ่มละ กว่าจะกลับก็ ตี1 ตี2 บ้าง ร่างกายมันก็ไม่ไหว ไม่เหมือนตอนที่ไม่ได้ทำงานตอนนั้นถึงไหนถึงกันอยู่แล้ว แต่เราโตขึ้นอะไรก็ต้องเปลี่ยนไป งานต้องรับผิดชอบทำงานเป็นเวลา ซึ่งเป็นอะไรที่คนไม่เคยโตอย่างคิว ดูไม่เข้าใจเอาเสียเลย แต่ฉันก็ไม่เคยท้อน่ะที่จะเดินทางมาหาเขามานั่งรอที่จะกลับบ้านพร้อมเขา นั่งฟังเพื่อนเขาพูดคุยเรื่องไม่มีสาระใดใด ร่างกายเหนื่อยแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยหยุดที่จะขึ้นรถไฟ ไปหาเขาเพราะฉันรู้สึกว่าในชีวิตนี้ ที่ของฉันคือ บ้านของคิวเท่านั้น เวลาที่ฉันไม่ได้นั่งรอคิวที่ร้านเหล้าแต่ฉันกลับมารอที่บ้านของเขา ฉันรู้สึกว่าฉันชอบการนั่งรอการกลับมาของเขา เหมือนว่าการรอคอยกับความหวังมันจะกลืนกินหัวใจและสมองของฉันอย่างช้าๆ “เมื่อไรจะกลับมาน่ะ เมื่อไรจะกลับมาน่ะ” เหมือนเล่นเกมส์ หรือ รอคอยสิ่งที่คาดเดาไม่ได้  แต่ทุกอย่างก็ลบเลือนอย่างง่ายดาย ด้วยอาการดีใจที่เขากลับบ้าน การนั่งเล่นที่ห้องของเขา มันเป็นห้องของฉันไปซะแล้ว ฉันชอบที่จะรื้อข้าวของของเขา เช็คความเรียบร้อยเหมือนว่าฉันกำลังเป็นนักสืบสาว ไม่ใช่หรอกฉันกลัวว่าเขาจะมีใครต่างหาก บ้าเนอะ ทั้งที่เขาไม่แคร์ ก็ยังรักเขาอยู่อย่างนั้นฉันทำงานต่อเรื่อยๆได้ระยะหนึ่งสิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หัวหน้าฝ่ายการผลิตที่เป็นหัวหน้าของฉันก็ก็ยื่นใบลาออกทำเอาอึ้งกันทั้งแผนก เขาได้งานที่ดีกว่าที่นี่มาก มันแน่นอนอยู่แล้วที่คนเราต้องเลือกโอกาสที่ดีกว่าเสมอ งานที่เขาทำอยู่ก็ตกมาเป็นของฉันส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนงานของฉันไม่มีใครได้ภาษาญี่ปุ่นเลยสักคน อืมมม ฉันรู้สึกไม่อยากให้เจ้านายคนนี้ออกไปเลย ถึงแม่เราจะกัดกันทุกวัน ด้วยความที่พี่เค้าเป็นคนที่สุขุม นิ่ง และเก่ง ฉันแอบปลื้มเล็กๆในความเก่งของเขา และวันที่เขาต้องออกก็มาถึง ถึงแม้เราจะมีหัวหน้าสาวอีกคนที่ชำนาญงานมาก แต่เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นแล้วไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาทางด้านการสื่อสาร เกิดขึ้น และแล้วทางออกก็มาถึง ทางบริษัท ต้องการส่งตัวฉันไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่บริษัทแม่ ฉันเศร้ามากที่ได้รู้ข่าวนี้ แต่งานก็คืองาน ไม่ไปก็ไม่ได้ ทุกคนมองว่ามันคือโอกาส แต่สำหรับฉันมันคือหายนะทางความรู้สึก ในเวลานั้นนะ ทำไมต้องห่างจากคิวด้วย เค้าจะมีคนอื่นไหม ฉันไม่อยู่เค้าจะรอฉันไหม ฉันจะโดนทิ้งหรือเปล่า อะไรมากมายเข้ามารุมทึ้งทางสมอง ฉันบอกคิว ว่าฉันต้องไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น 1 ปี คิวนิ่งมากบอกกับฉันว่าไม่ต้องห่วงเขาจะรอฉัน กลับมาไม่ว่าอย่างไรเขาจะรอฉันกลับมา ก่อนจะไปญี่ปุ่น ฉันต้องเริ่มเรียนภาษาพื้นฐานที่บริษัทก่อนฉันไม่เคยใส่ใจกับการเรียนในชีวิตเลยสักครั้ง เจ้านายเอาหนังสือเรียนภาษามาให้ ฉันเอากลับบ้านไป วางที่โต๊ะในห้องยังไงก็อย่างนั้น ไม่ได้ใส่ใจอะไร  และถึงวันที่ฉันเริ่มเรียนก็มาถึง มีเพื่อนต่างแผนกประมาณ 6-7 คนได้ละมั้ง ครั้งแรกที่เริ่มเรียนฉันรู้สึกได้ถึงความตั้งใจของทุกคน ที่มีพื้นฐานกันมาบ้างแล้ว แต่ฉันแม้กระทั่งตัวอักษรสักตัวยังไม่เคยได้แตะเลย การทำงานไม่เหมือนเรียนหรอกนะ วันนี้แจกหนังสือพรุ่งนี้จะทดสอบไม่มีเวลาเตรียมตัว เหมือนตอนเรียนหรอก และแล้วความกดดันก็มาเยือนเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ต้องพยายามทำอะไรแบบนี้ ภาพที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้ คือ ภาพอาจารย์ถามเกี่ยวกับการออกเสียงของตัวอักษรแต่ละตัวบนกระดาน  “อะ อิ อุ เอ โอะ ..... “ทุกคนตอบเสียงดังฟังชัดเหมือนว่าเตรียมตัวมาอย่างดีไม่น้อยกว่า 3 เดือน มีฉันคนเดียวในห้องที่ตอบไม่ได้เลย นิ่งสนิทเลย ไม่รู้แม้กระทั่งหน้าตาของมันตัวอัษรบนกระดาน ยิ่งกว่าภาษาอิยิปอีกนะเนี่ย แย่ละแย่แน่แน่ พรุ่งนี้จะมีเทส ทดสอบเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงของแต่ละตัวอักษร ภาษาญี่ปุ่นแยกการอ่านออกเสียงเป็น 3 แบบ ตือ ฮิรางานะ คะตาคานะ(ดัดแปลงมาจากภาษาอักกฤษ) โรมันจิ(เขียนโดยภาษาอักฤษ)  พรุ่งนี้ “ เจ้านายฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เนี่ย แล้วจะเป็นไปได้เหรอที่จะจำทั้งหมดให้ได้ภายในวันเดียววันนั้นฉันกลับบ้านได้เข้าห้อง ปิดประตูเงียบ เป็นครั้งแรกที่เข้าใจถึงความรู้สึกชองคนที่ใกล้บ้า ฉันเริ่มจากเขียนฮิรางานะกับ โรมันจิ ซ้ำๆ ท่องแล้วท่องอีก จนสมองที่สั่งกานเริ่มมีอารการแทรกแปลกๆ ต่อมาจึงเริ่มเขียน คะตาคานะ หลังจากนั้นหมือนว่าฉันกำลังทำอะไรเกินกำลังตัวเองอยู่ยังไงอย่างงั้น เป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้พลังงานของคลื่นสมองของตัวเอง และมันกำลังบอกว่า ซินฉันรับไม่ไหวแล้วนะ เธอไม่เคยใช้ฉันทำอะไรขนาดนี้ ถ้าพยายามมากกว่านี้ ฉันจะเพี้ยนไปน่ะ คุณอาจไม่เชื่อหรือไม่เคยรู้สึก แต่มันเป็นเรื่องจริง คืนนั้นฉันหยุดท่องและขยับตัวให้ช้าที่สุด เพื่อให้สมองของฉันได้พักผ่อน คลื่นสมองยังคงวิ่งอยู่จนกระทั่งฉันหลับตาลง และนอนอย่างสงบ                    เช้ารุ่งขึ้น ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมความไม่มั่นใจเลย ช่วงบ่ายต้องไปสอบ ทั้งเซ็งทั้รู้สึกกดดัน ไม่อยากเรียนเลยแล้วทำไมทำไม ต้องเป็นฉันด้วย ฉันเข้าไปสอบด้วยอาการเกร็งสุดฤทธิ์  สรุปผลที่ออกมา ฉัน ได้คะแนน 99/100 มันเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้ว่าถ้าเราพยายามแล้วละก็ต้องทำได้ ฉันเริ่มมีวิญาณเด็กเรียนเข้าสิง ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์นี้มาก่อนในชีวิตฉันเริ่มจริงจังกับการเรียนมากขึ้นจนเหมือนเป็นโรคจิตกลายๆ ฉันต้องเรียนพื้นฐานภาษาที่ไทย ตั้งแต่บทที่1-25 และเริ่มไปเรียนที่ญี่ปุ่น 25-50 และต่ออีก 6เดือน ในระดับสอง ตั้งแต่เริ่มเรียนฉันก็เคร่งเครียดกับมัน ด้วยเหตุผลสองประการคือ 1 จะเสียถึงเจ้านายถ้าฉันทำคะแนนำได้ไม่ดี  2 เพื่องาน ดูดีชะมัดเลย แต่เป็นเรื่องจริงฉันคิดอย่างนี้จริงๆ   ฉันเริ่มสอนงานเด็กใหม่ที่จะเข้ามาทำแทนฉัน ตอนบ่ายก็ต้องไปเรียน กลับบ้านไปก็มีการบ้านกว่าจะทำเสร็จก็เที่ยงคืน ช่วงนั้นโทรมไปเลยรุ้สึกหนักมาก เลยทั้งต้องเรียนภาษาและสอนงานที่ทำได้ไม่นาน แต่เนี่ยแหละชีวิตทำงาน หลังจากที่เรียนมาได้สักพัก ฉันก็เริ่มสู่สภาวะที่ดีขึ้น ทุกครั้งที่สอบฉันจะได้คะแนนสูงเสมอๆ ฉันยังงงว่าภาษานี้เหมือนคุ้นเคยกันมาก่อน   มีการเทส ได้ประมาณ 5ครั้งผ่านไป ทางญี่ปุ่นที่บริษัทก็ยื่นข้อเสนอเพิ่มให้ฉันไปเรียน เพิ่ม เป็น 2 ปีหลังจากที่ตรวจสอบคะแนนสอบของฉัน แต่ตอนนั้น คิดแต่ว่าทำไมฉันต้องห่างจากคิวตั้ง 2 ปี บ้าแล้วไม่เอาหรอก แล้วฉันก็ปฏิเสธข้อเสนอดีดีอย่างนั้นไปโดยไม่ใยดี แค่สองปีก็แย่แล้ว                    ฉันคิดอยู่แค่ว่ารีบไปเรียนรีบกลับมาหาคิว เวลาผ่านมาประมาณสามเดือน ใกล้ถึงวันเดินทาง ฉันตระเตรียมช้าวของครอบครัวญาติไปส่งฉันกันพร้อมหน้า แน่นอนที่สุดคิวและเพื่อนก็มา เพื่อนสาวฉันก็มา มาส่งฉันไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศดูดีสุดๆ ไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้คำนี้  ฉันรู้สึกหวิวๆนิดนิด แต่ก็ไม่ค่อยเครียดมากเท่าไหร่ เพื่อนแสนน่ารักของฉัน ม่าร่า เธอเกิดอาการบ่อน้ำตาแตกอย่างแรง ฉันก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวร้องออกมาเหมือนกัน และวันนั้นเป็นครั้งแรกที่เห็นน้ำตาลูกผูชายอย่างคิว ฉันรู้สึกได้ว่าคิวก็รักฉันอยู่ลึกๆ  แต่ด้วยความเป็นคนไม่แสดงออก ทำให้ฉันไม่เคยได้รับรู้ เมื่อเข้าไปข้างในสนามบินก็เดินไปพร้อมกับพวกที่เรียนด้วยกัน ฉันเดินตรงไปซื้อบุหรี่สองคัตตอน และเดินไปรอขึ้นเครื่อง ชุดที่สวมใส่เพือความเป็นทางาการของฉันเริ่มทำพิษ รองเท้าส้นสูงเริ่มกัด ฉันถอดร้องเท้าส้นสูงเดินเท้าเปล่า อยู่หน้าเคาเตอร์ที่ขึ้นเครื่องอยู่พักใหญ่ก่อนขึ้นเครื่องไป เหงายังไงไม่รู้น่ะ ทำไมต้องไปไกลบ้านขนาดนั้นก็ไม่รู้  ก้าวแรกที่ขึ้นเครี่องฉันก็เจอปัญหาเรื่องกระเป๋าอันหนักอึ้งที่ขนาดผู้ชายที่ไปด้วยยังยกไม่ไหว มันเป็นแฮนด์แครี่ ไม่ต้องชั่งน้ำหนัก ฉันน่ะยัดหนังสือเรียนรวมแล้วประมาณ 45 โลลงไป มันหนักมากต้องยกเอาไปไว้บนที่ใส่ของบนหัวของคนที่นั่ง ฉันลากขึ้นเครื่องไป แต่เวลาที่จะยกขึ้นเนี่ยซวยแน่ และแล้วสุภาพบุรุษญี่ปุ่นป็นหนุ่มหน้าตาดีท่านหนึ่งเก็ได้ข้ามา เขาเดินตรงเข้ามาช่วยฉันยกกระเป๋า  กรรมของพ่อหนุ่มคนนี้แล้วแหละ กระเป๋าหนัก45 กก หนาวไปเลย ยกเท่าไหร่ก็ยกไม่ขึ้นกว่าจะยกขึ้นได้ต้องให้เพื่อนอีกสามคนมาช่วย แต่ตอนนั้นขำไม่ค่อยออกเท่าไหร่ เริ่มเศร้าขึ้นมานิดๆ ยิ่งตอนเครื่องกำลังขึ้น ร่างกายของฉันเย็นยะเยือก ชา ไปส่วนหนึ่ง นี่ฉันจะไม่เจอครอบครัว ไม่เจอคิว และเพื่อนของฉัน อีกตั้ง 1 ปีเนี่ยนะ  หลังจากที่ฉันเริ่มนิ่งจากสภาวะนั้น ฉันก็เริ่มให้ความสนใจกับปัจจุบัน เพื่อนข้างๆหลับๆไปแล้วอย่างสบายใจ บ้างคนก็ดูกระวนกระวายคิดถึงบ้าน ฉันเริ่มนิ่งแน่นอนฉันเป็นคนปรับตัวได้ไวอยู่แล้ว นั่งสักพัก ก็เริ่มที่จะชินกับบรรยากาศการอยู่คนเดียวฉันเริ่มหยิบหูฟังบนเครื่องมาเล่นเลือกหาเพลงญี่ปุ่นเบาๆ บนเบานิ่มๆ ของเครื่องบิน เริ่มมีอาการงัวเงี่ยเล็กๆ ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างบานสี่เหลี่ยมพื้นผ้าเล็กๆสีขาวของเครื่องบิน นอกหน้าต่างมืดสนิทมีดาวพร่างพราวชัดเจน เป็นบรรยากาศที่ช่างชวนฝัน เหมือนกำลังอยู่ในเมืองของปีเตอร์แพน ฉันกำลังจะบินไปในดินแดนเนอเวอร์แลนด์ใช่ไหม และจะกลับเมื่อตื่นจากฝันอย่างงั้นเหรอ   พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ใครเลยจะรู้ และแล้วฉันก็ปิดเปลือกตาลง และพร่อยหลับไปเข้าสู่ความฝัน ”Tookumade aruite mita nani mo motazu niaruita kiminiatta anohi nokotoha imademo imade mo takaramono” พร้อมกับหูฟังที่ยังคาอยู่ มีเสียงเพลงเบาเบา คลอเคลีย ขอชารจ์แบตสักนิด ไม่รู้ซิน่ะว่าจะเจอกับอะไรเมื่อลืมตาขึ้นมา                       

Comment

Comment:

Tweet

Prang chan

แท้วกิ๊ว นะ คะ ขอบคุณมาก สำหรับกำลังใจ สู้ๆๆ อิอิอิอ

อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ

ออก จะรั่วๆ หน่อย ทนอ่านหน่อยนะ จ๊ะ
แท้งกิ๊วววววว

Majyo 14big smile

#2 By Majyo on 2010-03-20 11:31

เอ้า...รีบอัพต่อเร็วๆๆๆ นะ

รออ่านอยู่..อ่ะ..แง่ม..แง่มdouble wink double wink double wink

ให้ Hot! นะ..สู้..สู้

#1 By prang2626 on 2010-03-19 19:25